เงินเฟ้อพุ่งไม่หยุด คาด เฟด ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% ปีหน้าเตรียมรับมือ ศก.ถดถอย
คาดการณ์ประชุม เฟด จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% เข้าสู่ระดับ 3.75-4.00% เนื่องจากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง จับตาสัญญาณทิศทางนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ใกล้เผชิญภาวะถดถอย
ตรวจหวย - ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 ลอตเตอรี่ 1/11/65
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยรายงานบทวิเคราะห์ว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) วันที่ 1-2 พ.ย. นี้ คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกร้อยละ 0.75 ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ระดับสูง
โดยประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งนี้ต้องติดตามการส่งสัญญาณของ เฟด ต่อทิศทางนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า และท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐฯที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง มีความเป็นไปได้ที่ เฟด อาจส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยลงในระยะข้างหน้า
ทั้งนี้จากตัวเลขเงินเฟ้อและตลาดแรงงานที่ออกมาล่าสุด เฟด มีแนวโน้มให้น้ำหนักต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อเป็นหลัก ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในการประชุม FOMC ที่จะถึงนี้ เฟด จะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกร้อยละ 0.75 นับเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.75 ต่อครั้งในการประชุม 4 รอบติดต่อกัน จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3.75-4.00%
แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ จะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา หลังตัวเลขทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง 3 เดือนติดต่อกัน โดยในเดือนก.ย. อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับ 8.2% จากปีก่อน (YoY) ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่หักราคาอาหารและพลังงานที่มีความผันผวนสูงนั้น ยังคงเร่งตัวสูงขึ้นมาแตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปีที่ 6.6%
ส่วนดัชนีราคาพื้นฐานจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (Core PCE) ที่เฟดให้ความสำคัญนั้นยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเดือนก.ย. ดัชนี Core PCE เพิ่มสูงขึ้น 5.1% YoY และ 0.5% จากเดือนก่อนหน้า (MoM) ประเด็นดังกล่าวสะท้อนถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังสูง แม้ราคาน้ำมันนั้นจะเริ่มปรับลดลง
ด้านตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงสะท้อนภาวะตึงตัว โดยอัตราว่างงานเดือนก.ย. พลิกกลับมาลดลงที่ 3.5% แม้ตัวเลขการจ้างงานจะเริ่มส่งสัญญาณชะลอลง ซึ่ง เดือน ก.ย. ลดลงอยู่ที่ 2.63 แสนคน จากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 3.15 แสนคน แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง
นอกจากนี้ แม้ว่าจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานในสัปดาห์ก่อนหน้า (16-22 ต.ค.65) จะปรับเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยที่ 2.17 แสนคน แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดยอยู่ที่ราวค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนวิกฤติโควิด ซึ่งในช่วงนั้นตลาดแรงงานสหรัฐฯ ถือว่าแข็งแกร่งมาก
สำหรับในการประชุมรอบนี้ประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญ คือ การส่งสัญญาณของ เฟด ต่อทิศทางนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยอมองว่า เฟดอาจลดขนาดของการปรับขึ้นดอกเบี้ยลงในระยะข้างหน้าท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งคงต้องขึ้นอยู่กับตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานเป็นหลัก
โดยหากเงินเฟ้อสหรัฐฯ มีทิศทางอ่อนแรงลง ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงตลาดแรงงานที่ชะลอตัวลง ความจำเป็นที่เฟดต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายถึงร้อยละ 0.75 จะลดลง ส่งผลให้เฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่ชะลอลงที่ครั้งละร้อยละ 0.25-0.50 ในการประชุมครั้งต่อไปในเดือน ธ.ค. ต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า
จากเครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME ตลาดคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดจะแตะระดับสูงที่ 4.75-5.00% ในไตรมาส 1 ปี 2566 และมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับนั้นอย่างต่อเนื่องไปในระยะข้างหน้า
โดยหากเงินเฟ้อยังคงไม่ลดลงอย่างชัดเจน เฟดอาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายยาวนานกว่าที่คาด แต่หากเงินเฟ้อปรับลดลงมาอย่างชัดเจนพร้อมกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เผชิญภาวะถดถอยอย่างมีนัยสำคัญ เฟดอาจมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปีหน้า
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าในปีหน้ามีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคในช่วงครึ่งปีแรกของปีหน้า ขณะที่ในภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ คาดว่าจะแทบไม่ขยายตัวจากปีนี้ หรืออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ราว 0% ท่ามกลางเงินเฟ้อที่คาดว่าจะไม่ปรับลดลงอย่างรวดเร็วในปีหน้า และคงจะเห็นผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวของเฟดต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากขึ้นในปีหน้า
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB