ค่าเงินบาทเช้านี้ "อ่อนเล็กน้อย" หลังแข็งค่าสุดรอบเกือบ 3 เดือน
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ 35.98 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าเล็กน้อย ” จากระดับปิดวันศุกร์ที่ 35.94 บาทต่อดอลลาร์ กรอบวันนี้ อยู่ที่ 35.90-36.10 บาท/ดอลลาร์
เงินบาทอาจเริ่มชะลอการแข็งค่าและมีโอกาสอ่อนค่าลงได้บ้าง ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มราคาทองคำว่าจะเผชิญแรงขายทำกำไรรุนแรงจนปรับตัวลงหนักหรือไม่ โดยราคาทองคำเคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินบาทถึง 85% รวมถึงควรติดตาม ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติที่อาจเริ่มเห็นภาพการขายทำกำไรสินทรัพย์ไทยมากขึ้น หลังดัชนี SET ได้ปรับตัวขึ้นใกล้แนวต้าน ส่วนบอนด์ยีลด์ไทยเกือบทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะบอนด์ยีลด์ระยะยาวได้ปรับตัวลดลงพอสมควรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ค่าเงินบาทเช้านี้ยังเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 36 บาท/ดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) ตามความหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) อาจชะลอการเร่งขึ้นดอกเบี้ยและอาจขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้สูงมากนัก
ในสัปดาห์นี้ จับตา ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาทิ Bowman, Mester และ Waller เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของเฟด รวมถึง ติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ จากฝั่งจีนและสหรัฐฯ
นักลงทุนรอรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนตุลาคม โดย ตลาดคาดว่า ยอดค้าปลีกอาจขยายตัวราว +1.0% จากเดือนก่อนหน้า หนุนโดยยอดขายรถยนต์ที่ปรับตัวขึ้นได้ดี รวมถึงการปรับตัวขึ้นของราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ หากหักผลของยอดขายรถยนต์และน้ำมัน ก็จะขยายตัวเพียง +0.2%
ทั้งนี้ การขยายตัวต่อเนื่องของยอดค้าปลีกจะสะท้อนแนวโน้มการใช้จ่ายของครัวเรือนที่ยังดีอยู่ ทำให้เฟดยังมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง (แม้ว่าอัตราการขึ้นอาจชะลอลง) ซึ่งหากยอดค้าปลีกโตกว่าคาด ก็อาจทำให้นักลงทุนกลับมากังวลประเด็นการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอีกครั้ง
นักลงทุน รอประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของเฟด ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด (ส่วนใหญ่เป็น FOMC Voting Members) หลังจากที่ล่าสุด รายงานเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ได้ชะลอตัวลงมากกว่าคาด นอกจากนี้ แนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ ก็อาจตึงตัวน้อยลงและเริ่มชะลอตัวมากขึ้น หลังบรรดาบริษัทเทคฯ ต่างประกาศปรับแผนการจ้างงาน (ลดการจ้างงานใหม่) รวมถึงบางแห่งก็มีการเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก
สถานการณ์ล่าสุด เงินบาทพลิกแข็งค่าหลุดแนว 36.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ไปแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 3 เดือน ที่ 35.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ ก่อนจะลดช่วงบวกกลับมาบางส่วน
ทั้งนี้ เงินบาทและสกุลเงินเอเชียในภาพรวมปรับตัวแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางแรงเทขายเงินดอลลาร์ฯ อย่างต่อเนื่อง หลังข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรวัดเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวลงในเดือนตุลาคม 2565 ซึ่งภาพดังกล่าวหนุนการคาดการณ์ของตลาดที่มองว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจเริ่มทยอยลดความแข็งกร้าวในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่การประชุม FOMC รอบหน้าในเดือนธันวาคม 2565 และน่าจะเป็นภาพต่อเนื่องในปี 2566
นอกจากนี้ เงินบาทยังมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากการขยับแข็งค่าของเงินหยวนซึ่งรับปัจจัยบวกจากรายงานข่าวที่ระบุว่า ทางการจีนพิจารณาลดจำนวนวันกักตัวและผ่อนคลายข้อจำกัดบางส่วนในการดูแลสถานการณ์โควิด-19 ภายในประเทศด้วยเช่นกัน
ทิศทางค่าเงินในเอเชีย รวมถึงเงินบาท เริ่มพลิกกลับมาแข็งค่าในเดือนพฤศจิกายน 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองอย่างรวดเร็ว และพยายามหาสัญญาณที่บ่งชี้ว่า เฟดอาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับระดับการเคลื่อนไหวในช่วงก่อนการประชุมเฟดเดือนพฤศจิกายน 2565 เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้วเกือบ 6% ตามหลังค่าเงินวอนที่แข็งค่าขึ้นถึง 8.3% โดยการพลิกแข็งค่าของทั้งเงินบาทและเงินวอน เป็นภาพที่ค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเชียอื่นๆ ที่แข็งค่าขึ้นในกรอบประมาณ 1-3%
เมื่อดูการเคลื่อนไหวของสถานะพอร์ตการลงทุนของต่างชาติ ก็คงต้องยอมรับว่า การขยับแข็งค่าของเงินบาทในเดือนพฤศจิกายนนั้น เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับจังหวะการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติซึ่งอยู่ในฝั่งซื้อสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทย โดยมียอดเงินทุนไหลเข้าสะสมรวมกันประมาณ 1.18 แสนล้านบาท (เป็นเข้าตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น 9.4 หมื่นล้านบาท และ 2.4 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB