เมื่อวานนี้ (13 พ.ย.) เกิดเหตุระทึกกลางกรุงอิสตันบูลของตุรกี หลังเกิดเหตุระเบิดบริเวณ “ถนนอิสรภาพ (Istiklal Avenue)” ถนนคนเดินซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวและชอปปิงที่สำคัญของตุรกี เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 81 คน
ผู้ว่าการกรุงอิสตันบูล อาลี ยาร์ลิคายา ระบุว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 16.20 น. ของวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น “เราหวังว่าพระเจ้าจะเมตตาผู้ที่เสียชีวิตและขอให้ผู้บาดเจ็บหายดีโดยเร็ว”
ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ประชาคมอาเซียนกำลังแตกร้าว?
ด้าน ฟูอัต อ็อกทาย รองประธานาธิบดีตุรกี ออกมาเปิดเผยว่า “เราคาดว่านี่เป็นการก่อการร้าย ซึ่งเราคิดว่าผู้หญิงรายหนึ่งเป็นผู้จุดชนวนระเบิด ... ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ เราจะตามหามัน แม้จะหนีไปสุดขอบโลกก็ตาม”
เบเคียร์ บอซดัก รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมตุรกี บอกว่า มีภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงให้เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุ มีหญิงรายหนึ่งนั่งอยู่เฉย ๆ ที่ม้านั่งเป็นเวลานานกว่า 40 นาที แล้วลุกขึ้นไปโดยทิ้งกระเป๋าและถุงพลาสติกไว้ที่ม้านั่งตัวดังกล่าว จากนั้นไม่กี่นาที ก็เกิดการระเบิดขึ้น
บอซดักระบุว่า หญิงรายนี้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยเบอร์หนึ่งของเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น “มีความเป็นไปได้ 2 อย่าง คือกระเป๋าหรือถุงพลาสติกนั้นอาจมีกลไกที่ทำให้มันระเบิดได้เอง หรือมีคนจุดชนวนมันจากระยะไกล เรากำลังสืบสวนความเป็นไปได้ทั้งหมด
เขาเสริมว่า “ขณะนี้เรายังไม่ทราบชื่อของผู้หญิงคนนั้น เรากำลังวิเคราะห์บันทึกและข้อมูลทั้งหมดที่มีเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้น”
ดาร์ยา ยานิก รัฐมนตรีกระทรวงการรับมือเหตุฉุกเฉินตุรกี บอกว่า ในบรรดาผู้เสียชีวิต 6 ราย มี ยูซุฟ เมย์ดัน สมาชิกกระทรวงครอบครัวและบริการสังคมรวมอยู่ด้วย โดยเขาเสียชีวิตพร้อม เอจริน ลูกสาว
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขตุรกีรายงานว่า ในส่วนของผู้บาดเจ็บ 81 คนนั้น มี 39 คนหายดีแล้วและกลับบ้านเรียบร้อย “ส่วนอีก 42 คนที่ยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาลนั้น มี 5 รายยังอยู่ในห้องไอซียู 2 คนในนี้อาการหนัก เรากำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้แน่ใจว่าผู้บาดเจ็บจะฟื้นตัวโดยเร็วที่สุด”
ขณะที่ เรเจป ไทย์ยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี ซึ่งกำลังเดินทางไปเข้าร่วมการประชุม G20 ที่บาหลี บอกว่า “มันอาจจะผิดถ้าเราบอกว่านี่เป็นการก่อการร้าย แต่จากการค้นพบเบื้องต้น จากที่เจ้าหน้าที่บอกเรา มีข้อบ่งชี้ว่านี่อาจเป็นการก่อการร้าย ... ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบทั้งหมดจะต้องถูกลงโทษ”
เรียบเรียงจาก CNN / The Guardian
ภาพจาก AFP