ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ประชาคมอาเซียนกำลังแตกร้าว?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ขณะที่โลกเต็มไปด้วยเหตุวุ่นวาย ทั้งรัฐประหารเมียนมา สงครามรัสเซีย-ยูเครน ข้อพิพาททะเลจีนใต้ บรรดาชาติอาเซียนกลับดูเหมือนไม่เป็นหนึ่งเดียวกันเท่าไรนัก

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในช่วงเวลานี้ กำลังมีการประชุมที่สำคัญ 3 เหตุการณ์เกิดขึ้นในภูมิภาค “อาเซียน (ASEAN)” ของเรา ตั้งแต่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พนมเปญในขณะนี้ การประชุมกลุ่มประเทศระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ G20 ที่บาหลีในต้นสัปดาห์หน้า และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค ในปลายสัปดาห์หน้า

การประชุมเหล่านี้ล้วนมีขึ้นเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและการพัฒนาของแต่ละประเทศที่เข้าร่วม รวมถึงการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้น

หากจีนผลิต “ทุเรียน” ได้เอง จะส่งผลกระทบอะไรต่ออาเซียน?

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ท่ามกลางการประชุมที่ทุกคนเหมือนจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ อาเซียนกลับดูเหมือนกำลังค่อย ๆ “แตกร้าว” จากความขัดแย้งภายในระหว่างชาติสมาชิกด้วยกันเอง

ความขัดแย้งในที่นี้ ประกอบด้วยการรัฐประหารและใช้ความรุนแรงแบบไม่สนใครของเมียนมา ท่าทีในสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่แตกต่างกันของชาติสมาชิก ความขัดแย้งปมพื้นที่ทะเลจีนใต้

เหล่านี้แม้จะเป็นเรื่องราวหรือนโยบายภายในของแต่ละประเทศที่จะไม่ก้าวก่ายเรื่องภายในของกันและกันตามหลักการความร่วมมือ แต่เมื่อมองในภาพรวมแล้ว มันเป็นเหมือนกับรอยร้าวเล็ก ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า อาเซียนไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งอาจส่งผลถึงความร่วมมืออื่นใดต่อไปในอนาคต

ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “โดยปกตินี่คงเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นมาก เรามีการประชุมสุดยอดระดับโลกถึง 3 เหตุการณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือที่พนมเปญ บาหลี และกรุงเทพฯ
... แต่อาเซียนดูเหมือนกำลังแตกแยกอย่างมาก ทั้งในเรื่องเหตุการณ์รัสเซีย-ยูเครน วิกฤตรัฐประหารในเมียนมา ความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ และอื่น ๆ และนี่หมายความว่าอาเซียนอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่”

เขาเสริมว่า หากอาเซียนไม่สามารถจัดบ้านของตนให้เป็นระเบียบได้ หากอาเซียนไม่สามารถควบคุมสมาชิกแหกคอกอย่างรัฐบาลทหารของเมียนมาได้ อาเซียนก็จะสูญเสียความเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งจะส่งผลต่ออำนาจรวมของกลุ่ม

“ในทางกลับกัน หากอาเซียนรวมเป็นหนึ่ง หากสามารถรวบรวมความมุ่งมั่นและการแก้ไขปัญหาเป็นหนึ่งเดียวกันได้ … ก็สามารถมีพลังที่จะดึงออกมาได้มาก” ฐิตินันท์กล่าว

วิกฤตภายในของอาเซียนที่ร้ายแรงที่สุด ยังคงเป็นเรื่องของการใช้ความรุนแรงในเมียนมาของรัฐบาลทหารที่รัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และใช้ความรุนแรงกับผู้ที่ต่อต้าน

โดยในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนขณะนี้ ไม่มีการเชิญผู้แทนจากเมียนมาเข้าร่วมประชุม และยังได้มีการมอบหมายให้คณะมนตรีประสานงานอาเซียนทบทวนการเป็นตัวแทนของเมียนมาในการประชุมครั้งต่อ

อาเซียนจะคงจุดยืนปัจจุบันในการเชิญเฉพาะผู้แทนที่ไม่ใช่ผู้แทนทางการเมืองจากเมียนมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน

ภายในการประชุมยังมีการเรียกร้องให้มีแผนและกำหนดเวลาสำหรับข้อตกลงสันติภาพ Five-Point Consensus ซึ่งได้รับการพิจารณาครั้งแรกตั้งแต่เมื่อ 18 เดือนก่อน แต่ยังไม่มีความคืบหน้าเลย บรรดาผู้นำกล่าวว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของชาติสมาชิกอาเซียนจะได้รับมอบหมายให้พัฒนาแผนปฏิบัติการนี้ให้เห็นผลให้ได้

โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพประธานอาเซียนในปี 2023 เสนอให้รัฐบาลทหารของเมียนมาถูกแบนจากการประชุมของประชาคมทั้งหมดนอกเหนือจากการประชุมระดับสูงที่มีความจำเป็น

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลี เซียนลุง กล่าวว่า เขาเห็นด้วยกับวิโดโด “เราควรพิจารณาดำเนินการขั้นต่อไปอย่างจริงจังเพื่อส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลทหารของเมียนมา”

เรื่องของเมียนมายังขยายต่อไปเป็นเรื่องความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐฯ-จีน ด้วย เพราะประธานาธิบดีไบเดน ซึ่งจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมกลุ่ม G20 บอกว่า “การจัดการกับวิกฤตที่กำลังดำเนินอยู่ในอาเซียน” จะเป็นหัวข้อหลักที่ไบเดนจะพูดกับผู้นำอาเซียน

นับตั้งแต่มีการรัฐประหารในเมียนมา สหรัฐฯ ภายใต้ไบเดนได้ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลทหารเมียนมา และจัดการประชุมร่วมกับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติที่เป็นฝ่ายค้านอย่างออกหน้าออกตา

ในทางกลับกัน จีนกลับแสดงการสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหาร และยังมีรายงานด้วยว่า “รัสเซียและจีนเป็นผู้จัดหาอาวุธและความชอบธรรมให้กับระบอบการปกครองของรัฐบาลทหารเมียนมา”

ชอง จาเอียน นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวว่า เรื่องนี้อาจส่งผลต่อภายในอาเซียนด้วยเช่นกัน

“เนื่องจากรัสเซียและจีนให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมา ความพยายามใด ๆ ในการแก้ปัญหาของอาเซียนจะต้องมีส่วนร่วมกับพวกเขาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นกายอมรับหรือเพียงแค่ไม่แสดงท่าทีต่อต้านก็ตาม” ชองกล่าว

นอกจากนี้ ในเรื่องของสงครามรัสเซีย-ยูเครนเอง จะเห็นท่าทีการวางตัวที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันของ 10 ชาติสมาชิกอาเซียน โดยในการลงคะแนนเสียงขององค์การสหประชาชาติเมื่อเดือนที่แล้ว 7 ใน 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียน ได้โหวตประณามการผนวก 4 ภูมิภาคของยูเครนของรัสเซีย ขณะที่ไทย ลาว และเวียดนามตัดสินใจที่จะงดออกเสียง โดยให้เหตุผลเรื่องการทูต แต่ในขณะเดียวกัน อาเซียนกลับดำเนินการกระชับความสัมพันธ์กับยูเครน โดยลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือกับยูเครน

นี่ยังไม่นับความขัดแย้งทะเลจีนใต้ที่จีนอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่บางส่วน โดยมีบางประเทศในอาเซียนเป็นคู่ขัดแย้ง เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า อาเซียนกำลังเผชิญกับทั้งความวุ่นวายภายในและความโกลาหลที่มาจากภายนอก โดยเฉพาะอิทธิพลของสหรัฐฯ และจีน ซึ่งทำให้น่ากังวลเหลือเกินว่า หากอาเซียนยังมีสภาพที่แตกร้าวจากกันอยู่อย่างนี้ ในแง่ของอำนาจทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ จะสามารถวางตัวอยู่ในโลกที่กำลังเต็มไปด้วยความขัดแย้งแบบนี้ได้อย่างราบรื่นและสงบสุขหรือไม่

 

เรียบเรียงจาก CNA / CNN

ภาพจาก AFP

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ