กนง.เสียงแตก 6 ต่อ 1 เสียง คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50%ต่อปี
เป็นไปตามคาด มติ กนง. 6 ต่อ 1 เสียง คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50 %
นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ผลการประชุม กนง. คณะกรรมการฯ มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อปี โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวจากอุปสงค์ในประเทศและภาคการท่องเที่ยว ขณะที่ การส่งออกขยายตัวในระดับต่ำ โดยสินค้าส่งออกบางกลุ่มมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากการแข่งขันที่สูงขึ้น ส่วนอัตราเงินเฟ้อ มีแนวโน้มทยอยปรับขึ้น และประเมินว่า จะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
กรรมการฯ ส่วนใหญ่ จึงเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่โน้มเข้าสู่ศักยภาพ และการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้
ส่วนมติ 1 เสียง ให้ความเห็นว่า ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนขึ้น และจะมีส่วนช่วยบรรเทาภาระของลูกหนี้ได้
คณะกรรมการ มองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.6% และ 3.0% ในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ โดยได้รับแรงส่งจากอุปสงค์ในประเทศที่สูงกว่าคาดในไตรมาสที่ 1 จากภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่อง รวมทั้งการเบิกจ่ายภาครัฐที่กลับมาเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 2 ขณะที่ภาคการส่งออกในปีนี้ จะยังขยายตัวในระดับต่ำ ส่วนหนึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างและความท้าทายจากความสามารถในการแข่งขันที่ปรับลดลง อีกทั้งสินค้าบางกลุ่มโดยเฉพาะหมวดยานยนต์ ต้องเผชิญกับแรงกดดันเพิ่มเติมจากอุปสงค์ต่างประเทศที่ชะลอลง ดังนั้นยังต้องติดตามการฟื้นตัวของภาคการส่งออกและภาคการผลิต รวมทั้งแรงกระตุ้นจากนโยบายภาครัฐในช่วงครึ่งปีหลัง
สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มใกล้เคียงเดิมอยู่ที่ 0.6% และ 1.3% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ 0.5% และ 0.9% ในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปล่าสุดกลับมาเป็นบวกและมีแนวโน้มปรับขึ้นตามราคาพลังงานในประเทศจากการทยอยลดการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล ขณะที่ แรงกดดันด้านอุปทานที่ทำให้ราคาหมวดอาหารสดอยู่ในระดับต่ำมีแนวโน้มคลี่คลาย ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
คณะกรรมการฯ ยังมีความกังวลต่อหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และเห็นว่าการให้สินเชื่อควรสอดคล้องกับกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ เพื่อสร้างเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว จึงสนับสนุนนโยบายของ ธปท. ที่ให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อตามความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหาการชำระหนี้ นอกจากนี้คณะกรรมการฯ ตระหนักถึงปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง จึงสนับสนุนการใช้มาตรการ เช่น มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อที่มีศักยภาพซึ่งจำเป็นต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม กรรมการส่วนใหญ่ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันสอดคล้องกับแนวโน้วเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ปรับดีขึ้น รวมทั้งเอื้อต่อการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว
ส่วนกรณีขณะนี้มีแรงกดดันให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง และมีการตั้งข้อสังเกตว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันสูงไปหรือไม่นั้น กรรมการฯ พิจารณาแล้วว่า อัตราดอกเบี้ยไม่ได้สูงเกินไปหากเทียบกับต่างประเทศ ทั้งสหรัฐฯ และอังกฤษ ย้ำว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยไม่ได้สูง ซึ่งกรรมการฯ ได้พิจารณาควบคู่กับภาพรวมของเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ ภาวะการเงินโดยรวม จึงคิดว่าเป็นอัตราที่เหมาะสม
สำหรับกรณีขณะนี้มีหลายโรงงานทยอยปิดตัวลง กรรมการฯ วิเคราะห์เรื่องนี้อย่างไรนั้น อยากให้มองให้ครบมุม ซึ่งหากดูตัวเลขธุรกิจช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พบว่า มีทั้งโรงงานที่เปิดและปิด ซึ่งสถิติโรงงานเปิดใหม่สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 8% ประมาณ 4,000-5,000 แห่ง ส่วนปิดมีอยู่ประมาณ 1,000 แห่ง
จับตา! ศาล รธน.พิจารณาคดียุบพรรคก้าวไกล ลุ้นเปิดไต่สวนหรือไม่?
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB