ค่าเงินบาทเช้านี้ เปิดตลาด 34.05 บาท/ดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้น"
ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 34.05 บาท/ดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้น" ด้านดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง หลังสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตที่อ่อนแอเกินคาด
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 34.05 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานนี้ที่ระดับ 34.17 บาท/ดอลลาร์ โดยดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง หลังสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตที่อ่อนแอเกินคาด ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลแรงงานของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
วานนี้สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต ปรับตัวลงสู่ระดับ 50.3 ในเดือน ก.พ. ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยดัชนีภาคการผลิตได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลงของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าของสหรัฐฯ
สัปดาห์นี้ตลาดให้ความสนใจตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่จะประกาศในวันศุกร์นี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานเพิ่มขึ้น 156,000 ตำแหน่งในเดือน ก.พ. หลังจากเพิ่มขึ้น 143,000 ตำแหน่งในเดือน ม.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.0%
นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 6,119 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1,523 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
USD/THB 33.90 - 34.20
*แนะนำ ซื้อ 33.90 / ขาย 34.20
EUR/THB 35.45 - 35.95
* แนะนำ ซื้อ 35.45 / ขาย 35.95
JPY/THB 0.2245 - 0.2285
* แนะนำ ซื้อ 0.2245 / ขาย 0.2285
GBP/THB 43.05 - 43.45
AUD/THB 21.00 - 21.40
ด้านนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 34.06 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 34.16 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น (แกว่งตัวในกรอบ 33.93-34.18 บาทต่อดอลลาร์) ตามการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาผสมผสาน
โดยล่าสุด ดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ ก็ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 50.3 จุด แย่กว่าที่ตลาดคาด (ดัชนี เกิน 50 จุด สะท้อนถึงภาวะขยายตัว) ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า เฟดมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง หรือ 75bps ในปีนี้ และลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง หรือ 25bps ในปีหน้า (Fully priced-in)
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังถูกกดดันเพิ่มเติมจากการรีบาวด์ขึ้นของเงินยูโร (EUR) หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรป ขณะเดียวกัน ความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้านโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ กอปรกับภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังได้หนุนความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้ง ทองคำ และเงินเยนญี่ปุ่น
โดยการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ และการกลับมาแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (เพิ่มแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์) ก็มีส่วนช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ถูกชะลอลง ตามการอ่อนค่าลงของเงินหยวนจีน หลังสหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติมกับจีนอีก 10%
แนวโน้มของค่าเงินบาท
การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา ยังคงสะท้อนให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวของราคาทองคำมีผลต่อทิศทางเงินบาทด้วยเช่นกัน และเป็นอีกปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ในการประเมินแนวโน้มเงินบาท ทำให้เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้าง แต่การอ่อนค่าอาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป หากราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ
โดยมีความกังวลว่า ณ ปัจจุบัน ผู้เล่นในตลาดได้ “รับรู้และคาดหวัง” ว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ และอีก 1 ครั้ง ในปีหน้า ไปเต็มที่แล้ว (Fully Priced-In) ทำให้มีความเสี่ยงที่ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลการจ้างงานออกมาดีกว่าคาด หรือบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดย้ำจุดยืน ไม่รีบลดดอกเบี้ย ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองการลดดอกเบี้ยของเฟดดังกล่าว จนหนุนให้เงินดอลลาร์ทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นได้
นอกจากนี้ แนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็อาจเป็นอีกปัจจัยที่หนุนเงินดอลลาร์ ได้เช่นกัน ซึ่งในส่วนของนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ นั้น การเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากจีนล่าสุด ก็อาจเป็นปัจจัยที่กดดันให้เงินหยวนจีนทยอยอ่อนค่าลงได้ โดยภาพดังกล่าวก็อาจเป็นปัจจัยกดดันบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย
แม้ว่าเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าลงบ้าง แต่ในระยะสั้น เงินบาทอาจพอมีโซนแนวต้านแถว 34.30 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับยังคงอยู่ในช่วง 33.90-34.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราประเมินว่า บรรดาผู้นำเข้าบางส่วนอาจรอจังหวะเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นในการทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์บ้าง อีกทั้ง อาจเห็นโฟลว์ธุรกรรมน้ำมันเช่นกัน หลังล่าสุดราคาน้ำมันดิบได้ทยอยปรับตัวลดลง จากความกังวลแนวโน้มการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ และความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจากผลกระทบของนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.95-34.25 บาท/ดอลลาร์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB