ค่าเงินบาทเปิด ที่ระดับ 33.69 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.69 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” แม้ว่าเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.69 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 33.78 บาทต่อดอลลาร์เงินบาท (USDTHB) ยังคงทยอยแข็งค่าขึ้น (แกว่งตัวในกรอบ 33.68-33.87 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่าเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า
ในช่วงแรกตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Jobless Claims) และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานต่อเนื่อง (Continuing Jobless Claims) ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า และออกมาดีกว่าคาด
อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ก็ถูกจำกัดลง ก่อนที่เงินดอลลาร์จะทยอยอ่อนค่า หลังบรรยากาศในตลาดการเงินพลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางความกังวลความเสี่ยงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาเศรษฐกิจหลัก อย่าง ยุโรป ซึ่งภาพดังกล่าวได้ หนุนให้ผู้เล่นในตลาดต่างเข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ (ทำให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลง) ทองคำ และเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (New All-Time High) และแกว่งตัวแถวโซน 2,980-2,990 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เปิดโอกาสให้ผู้เล่นในตลาดทยอยขายทำกำไรทองคำเพิ่มเติม และโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา
แนวโน้มของค่าเงินบาท
ประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) มีความเสี่ยงที่จะพลิกกลับไปอ่อนค่าลงได้ หากตลาดการเงินเผชิญแรงกดดันจากประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศคู่ค้าเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินในช่วงนี้ อาจยังพอช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้บ้าง หากราคาทองคำยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ หรืออย่างน้อยก็แกว่งตัวในกรอบ Sideways
อีกทั้ง มองว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ อาจหนุนให้ฟันด์โฟลว์ทยอยไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มเติม และอาจช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ผ่านการทยอยปรับลดสถานะ JPY-Carry Trade ได้ (แต่เรามองว่า การปรับลดสถานะดังกล่าวจะไม่ได้รุนแรง จนทำให้เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นหนัก เหมือนในปีก่อนหน้า เพราะล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้มีสถานะ Net Long JPY พอสมควรแล้ว ต่างจากช่วงไตรมาส 3 ของปีก่อน ที่ผู้เล่นในตลาดต่างมีสถานะ Net Short JPY ที่สูงมาก)
ทั้งนี้ เนื่องจากเราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงได้ไม่ยากในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ จากทั้งโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติ ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ อย่าง ดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะเกินดุลลดลงชัดเจนและเสี่ยงขาดดุล ในช่วง Low Season ของการท่องเที่ยว และความเสี่ยงการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ
โดยเฉพาะการเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ทำให้ เรามองว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด ทั้งฝั่งผู้นำเข้า และผู้ที่มีภาระจ่ายเงินตราต่างประเทศ ควรใช้จังหวะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นจากอานิสงส์ของการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ในการทยอยปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และควรที่จะพิจารณากลยุทธ์ปิดรับความเสี่ยงด้วยเครื่องมืออื่นๆ อาทิ Options ซึ่งจะช่วยบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้มีประสิทธิภาพในช่วงตลาดการเงินผันผวนสูง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.60-33.85 บาท/ดอลลาร์
ด้าน ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.68 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.79 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายเนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อคืนหลังจากที่ดอลลาร์ถูกเทขายเกือบตลอดทั้งสัปดาห์ หลังเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิตมีเสถียรภาพและราคาทองคำยังได้ปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ต่างก็ชะลอตัวลงมากกว่าคาดในเดือนก.พ. นอกจากนี้ตลาดยังมีความกังวลในความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหรัฐ
จับตาการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (ชัตดาวน์) ในวุฒิสภาสหรัฐฯ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวจะต้องส่งให้ปธน.ทรัมป์ลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายภายในวันนี้ (14 มี.ค.) เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะชัตดาวน์
กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเรื่องนโยบายการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ประจำเดือนก.พ. โดยดัชนี PPI ทั่วไป ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.2% ในเดือนก.พ. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 3.3% จากระดับ 3.7% ในเดือนม.ค. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PPI ทั่วไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเดือนก.พ. หรือปรับตัว 0.0% ต่ำกว่าคาดการณ์ว่าเพิ่มขึ้น 0.3% หลังจากดีดตัวขึ้น 0.6% ในเดือนม.ค. ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.4% ในเดือนก.พ. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 3.6% จากระดับ 3.8% ในเดือนม.ค.
นอกจากนี้มีการเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 2,000 ราย สู่ระดับ 220,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว และต่ำกว่าคาดที่ระดับ 226,000 ราย
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานที่ผ่านักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 928 ล้านบาท และขายสุทธิตลาดพันธบัตรไทย 3,741 ล้านบ าท
* กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
USD/THB 33.50- 34.00
*แนะนำ ทยอยซื้อที่ 33.50
/ ขาย 34.00
EUR/THB 36.40- 36.90
* แนะนำ ซื้อ 36.50/ ขาย 36.80
JPY/THB 0.2260 - 0.2310
* แนะนำ ซื้อ 0.2260 / ขาย 0.2310
GBP/THB 43.50- 44.00
AUD/THB 21.10- 21.50
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB