เศรษฐกิจไทย ม.ค. ยังมีแนวโน้มชะลอตัว จากการส่งออกที่อ่อนแอลง
เศรษฐกิจไทย ม.ค. ยังมีแนวโน้มชะลอตัว จากการส่งออกที่อ่อนแอลง คาด 5-9 ม.ค.กรอบค่าบาท 31.00-31.60 บาท/ดอลลาร์ฯ ทั้งปี68 แข็งค่า 8.5%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงาน ภาวะเศรษฐกิจไทยและต่างประเทศ เดือนมกราคม 2026 ว่า
เศรษฐกิจโลก
- การค้าโลกมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2026 จากผลของการปรับขึ้นภาษี แม้การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับ AI จะยังช่วยพยุงได้บางส่วน
- สหรัฐฯ มีลักษณะเป็น “เศรษฐกิจสองระดับ” ชัดเจนขึ้น โดยเงินเฟ้อ มีแนวโน้มชะลอลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่เท่ากันในแต่ละภาคส่วน
- ความแตกต่างของนโยบายการเงินในปี 2026 กว้างขึ้น จากการผ่อนคลายเพิ่มเติมของเฟด ขณะที่บีโอเจยังดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง ส่งผลให้ค่าเงินเยนจะยังเผชิญการอ่อนค่า
เศรษฐกิจไทย
- ประมาณการส่งออกไทยในปี 2025 ถูกปรับเพิ่มเป็น 12.0% จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ที่ล่าช้ากว่าคาด ขณะที่ในปี 2026 มีแนวโน้มหดตัว 1.2%
- เศรษฐกิจไทยในปี 2026 คาดว่าจะชะลอตัวลงเหลือ 1.6% จากการส่งออกที่อ่อนแอลง ภาคการผลิตที่ซบเซา และข้อจำกัดด้านนโยบายการคลัง
- เงินเฟ้อในปี 2026 คาดว่าจะกลับมาอยู่ในแดนบวกที่ 0.4% แม้ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืดอยู่
ความเคลื่อนไหวค่าเงินบาท
- เงินบาทอ่อนค่ากลับมาตามแรงขายทำกำไรทองคำในตลาดโลก ทั้งนี้ในสัปดาห์ทำการสุดท้ายของปี 2568 เงินบาทพลิกอ่อนค่า กลับมาแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 สัปดาห์ที่ 31.67 บาทต่อดอลลาร์ฯ ตามแรงขายทำกำไรทองคำในตลาดโลกและแรงซื้อคืนเงินดอลลาร์ฯ เพื่อปรับโพสิชั่นก่อนสิ้นปี นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทในระหว่างสัปดาห์ยังสอดคล้องกับแรงขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติด้วยเช่นกัน ในสัปดาห์นี้ (29-30 ธ.ค. 68) ธปท. มีการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า เพื่อลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาทและป้องกันการนำเงินเข้าประเทศที่ไม่ตรงกับแหล่งที่มาที่แจ้งไว้ หรือการทำธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยมีการปรับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการทำธุรกรรมขาย FX ของผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล นอกจากนี้ ธปท. และสำนักงาน ปปง. ยังร่วมกันจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำเพื่อยกระดับการกำกับดูแลให้เข้มงวดยิ่งขึ้น สำหรับภาพรวมในปี 2568 (2 ม.ค.-30 ธ.ค. 2568) เงินบาทแข็งค่าขึ้น 8.5% มาปิดตลาด ณ สิ้นปี 2568 ที่ 31.41 บาทต่อดอลลาร์ฯ จากระดับ 34.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ ณ สิ้นปี 2567
- ระหว่างวันที่ 5-9 ม.ค. 2569 คาดกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.00-31.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนธ.ค. ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก ข้อมูลตลาดแรงงานเดือนธ.ค. ของสหรัฐฯ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนธ.ค. ของสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน ยูโรโซน และอังกฤษ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อเดือนธ.ค. ของยูโรโซน
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย
- ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงในช่วงแรก ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้ในวันทำการสุดท้ายของปี 2568 ขณะที่ปริมาณการซื้อขายค่อนข้างเบาบางก่อนเข้าสู่ช่วงหยุดยาวสิ้นปี ทั้งนี้ SET Index ปรับตัวลงในวันทำการแรกของสัปดาห์ตามแรงขายของกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์และต่างชาติ โดยมีการเลือกขายทำกำไรหุ้นรายตัว อาทิ บริษัทผู้ประกอบธุรกิจท่าอากาศยาน บริษัทที่ดำเนินธุรกิจค้าปลีก และบริษัทด้านพลังงาน เนื่องจากไร้ปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามากระตุ้นตลาด อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนในวันทำการสุดท้ายของปี 2568 ตามแรงซื้อหุ้นกลุ่มแบงก์ก่อนประกาศงบไตรมาส 4/2568 และหุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่งหลังร่วงลงแรงก่อนหน้านี้ อนึ่ง สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นไทยเปิดทำการเพียง 2 วัน ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายค่อนข้างเบาบาง สำหรับภาพรวมระหว่างวันที่ 2 ม.ค.-30 ธ.ค. 2568 นั้น ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,259.67 จุด (ณ 30 ธ.ค. 68) ลดลง 10.04% จากระดับ 1,400.21 จุด ณ สิ้นปี 2567
- สัปดาห์ที่ 5-9 ม.ค. 2569 คาดแนวรับที่ 1,240 และ 1,230 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,270 และ 1,285 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนธ.ค. ของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ข้อมูลตลาดแรงงานเดือนธ.ค. ของสหรัฐฯ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนธ.ค. ของสหรัฐฯ ยูโรโซน อังกฤษ และญี่ปุ่น ตลอดจนดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนธ.ค. ของยูโรโซนและจีน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB