4 เทรนด์ใหม่! กำหนดความเป็นไปของโลกการเงิน
4 เทรนด์ใหม่กำหนดความเป็นไปของโลกการเงิน อาจจะเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินของเราไปโดยไม่รู้ตัว
ปี 2569 เศรษฐกิจการเงินโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ไม่น้อยไปกว่าระเบียบโลกใหม่ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจจะเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินของเราไปโดยไม่รู้ตัว
โดย พระสยาม BOT Magazine ธนาคารแห่งประเทศไทย มอง 4 เทรนด์ใหญ่ที่จะกำหนดความเป็นไปของโลกการเงิน
1. Fast Payment โอนไวที่ไปไกลขึ้น
โลกของการโอนเงิน ที่เปลี่ยนไปจากการโอนเงินที่เมื่อก่อนอาจต้องรอข้ามวัน มาวันนี้การเดินทางของเงินที่โอนนั้นไปถึงปลายทางภายในเวลาไม่กี่วินาที
เรียกว่า การโอนเงินแบบรวดเร็วทันที (Fast Payment Systems: FPS) การโอนเงินแบบ Fast Payment มีผลทางเศรษฐกิจใน 40 กว่าประเทศทั่วโลกเพิ่มขึ้นรวมกว่า 164,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ ในปี 2566 ขณะที่ไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ระบบ Fast Payment เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดย ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ทำให้คาดว่า คาดว่าในปี 2569 อาจมีส่วนช่วยให้เกิดผลทางเศรษฐกิจของประเทศได้อีก 2% จากการพัฒนา ระบบโอนเงินไว “PromptPay” เป็นตัวช่วยผลักดันให้เกิด การโอนเงินแบบ Fast Payment ของไทย
นอกจากนั้นแล้ว กำลังต่อยอด ไปสู่ความเชื่อมโยงระดับภูมิภาคผ่าน Project Nexus ในระยะแรกจะเชื่อมระบบ Fast Payment ของ 6 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินเดีย และอินโดนีเซีย ก่อนจะขยายไปสู่ระดับโลกในระยะต่อไป
2. เมื่อ AI เข้ามานั่งอยู่ในธุรกรรมของคุณ
AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบบริการทางการเงิน ตั้งแต่ ตั้งแต่การอนุมัติสินเชื่อ การประเมินความเสี่ยง การตรวจจับการฉ้อโกง ไปจนถึงการแนะนำการลงทุน แต่ขณะเดียวกันการนำ AI มาใช้ก็มีความเสี่ยงใหม่ที่เราคาดไม่ถึง
เพราะปัจจุบัน AI ซับซ้อนเกินกว่าที่จะอธิบายระบบคิดและตัดสินใจ หรือที่เรียกกันว่าปัญหา “กล่องดำ” (black box) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจาก AI ที่เก็บข้อมูลไว้จำนวนมหาศาล จนสามารถบอกได้ว่ากลุ่มไหนมีการเงินที่เสี่ยงหรือไม่ รวมถึงเพิ่ม “อคติซ่อนเร้น” (hidden bias) จากการเรียนรู้ข้อมูลในอดีต ถ้าข้อมูลนั้นมีอคติอยู่แล้ว AI ก็จะเรียน จดจำ และนำมาใช้ต่อ
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ กระบวนการนี้จะกลายเป็นวงจร กลุ่มที่เคยถูก AI ปฏิเสธ อาจจะยิ่งมีประวัติ “ถูกปฏิเสธ” สะสมในข้อมูล AI รุ่นต่อไปก็จะเรียนรู้ว่านี่คือ “กลุ่มเสี่ยง” และจะปฏิเสธวนต่อไปแบบนี้เรื่อยๆ
อีกความเสี่ยงหนึ่งจากการใช้ AI คือ “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ซึ่งคณะกรรมการเสถียรภาพทางการเงิน (Financial Stability Board: FSB) องค์กรระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มประเทศ G20 ชี้ว่า หากทุกธนาคารพึ่ง AI และโครงสร้างคลาวด์จากผู้ให้บริการไม่กี่รายเหมือนกัน เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็อาจล้มไปพร้อม ๆ กันทั้งระบบเหมือนดอมิโน อีกความเสี่ยงที่ใกล้ตัวคนทั่วไปมากที่สุด คือการโกงและหลอกลวงด้วย AI กำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วจนเราอาจรับมือและปรับตัวได้ไม่ทัน
3. เมื่อทุกสิ่งกลายร่างเป็นโทเคน
เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหานี้ภายใต้กระบวนการ Tokenization คือการ “แปลงสิทธิความเป็นเจ้าของ” ในสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร หน่วยกองทุน หุ้น ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ ให้กลายเป็น “โทเคน” ที่มีสถานะชัดเจนบนระบบบัญชีที่ตรวจสอบได้ และโทเคนนั้นสามารถโอนเปลี่ยนมือมือ แบ่งย่อย หรือชำระราคาได้ โดยไม่ต้องรอขั้นตอนหลังบ้านหลายชั้นอีกต่อไป
ซึ่งกลายเป็น “พันธบัตรดิจิทัล” ที่โอนได้ในไม่กี่วินาที” “แบ่งย่อย” (fractional ownership) ได้ เช่น สมมติว่าอาคารสำนักงานมูลค่า 500 ล้านบาทถูกแปลงเป็นโทเคนหนึ่งล้านเหรียญ ก็สามารถซื้อสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเพียงเสี้ยวหนึ่งด้วยเงินไม่กี่พันบาท และรับผลตอบแทนตามสัดส่วน ประตูที่เคยเปิดเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่จะเปิดกว้างขึ้นสำหรับทุกคน
แต่หุ้นโทเคนบางประเภทที่ผูกราคากับหุ้นจริง แต่ไม่ได้ให้สิทธิผู้ถือหุ้น เช่น สิทธิออกเสียงหรือสิทธิรับเงินปันผลโดยตรง ผู้ลงทุนที่ไม่อ่านรายละเอียดจึงซื้อสิ่งที่ “ดูเหมือนหุ้น” แต่ไม่ใช่หุ้นจริง และเมื่อเกิดปัญหาก็ไม่มีสิทธิตามกฎหมายเหมือนผู้ถือหุ้นทั่วไป
อย่างไรก็ดี BIS ชี้ในรายงานประจำปี 2568 ว่าอนาคตของระบบการเงินจะเป็น “โทเคน” ที่ทั้งเงินธนาคารกลาง เงินธนาคารพาณิชย์ และสินทรัพย์ต่างๆ ล้วนอยู่ในรูปแบบดิจิทัลบนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน
สำหรับประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ในช่วงสนับสนุนให้เอกชนศึกษาและพัฒนานวัตกรรมทางการเงินที่มีการประยุกต์ใช้ Tokenization เช่น tokenized deposit และ tokenized e-money ผ่านกลไก regulatory sandbox
โดยยังคงปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่มีในปัจจุบัน เพื่อติดตามและประเมินความพร้อมก่อนให้บริการในวงกว้าง ขณะที่ THB stablecoin ซึ่งเป็นบริการชำระเงินรูปแบบใหม่ ธปท. ได้เปิดโครงการทดสอบนวัตกรรมการชำระราคาที่มีการกำหนดเงื่อนไขอัตโนมัติ (programmable payment)
ภายใต้ enhanced regulatory sandbox ซึ่งเป็นอีกสัญญาณว่าเทคโนโลยีทางการเงินไทยกำลังเดินในเส้นทางเดียวกับโลก
4. เมื่อภูมิรัฐศาสตร์กำลังเขียนกติกาการเงินโลกใหม่
ในงาน Munich Security Conference เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) หนึ่งในนักการเงินที่ทรงอิทธิพลทางความคิดมากที่สุดในโลกกล่าวบนเวทีเสวนาว่า “ระเบียบการเงินโลกกำลังพังทลายลง”
จากนั้นได้โพสต์ในโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่า โลกได้เข้าสู่ยุคที่ “กฎแห่งป่า” กลับมาให้เห็นเด่นชัดมากขึ้น จากเดิมที่ประเทศต่างๆ จะร่วมกันแก้ปัญหาผ่านองค์กรระหว่างประเทศหรือกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหลักยึดที่เป็นสากลร่วมกัน แต่ในยุคของกฎแห่งป่านี้ ประเทศมหาอำนาจจะทำในสิ่งที่ตนทำได้ เพื่อรักษาผลประโยชน์โดยไม่สนกฎเกณฑ์เดิม เช่น สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรตัดรัสเซียออกจากระบบ SWIFT ในปี 2565
ธนาคารกลางจีน (People Bank Of China: PBOC) เริ่มสร้างระบบ Cross-Border Interbank Payment System (CIPS) ตั้งแต่ปี 2558
ธนาคารกลางรัสเซีย (Central Bank of Russia: CBR) ได้พัฒนาระบบ System for Transfer of Financial Messages (SPFS) หลังถูกขู่ตัดออกจาก SWIFT ในปี 2557
โดยระบบเหล่านี้กำลังมาแทนระบบการโอนเงินระหว่างประเทศ จากปัจจุบันระบบ SWIFT จะครองความเป็นระบบโอนเงินมาตรฐานโลก ครอบคลุมกว่า 11,500 สถาบันในกว่า 200 ประเทศและเขตการปกครอง
สำหรับประเทศไทย มีบางเทรนด์ที่คุ้นเคย และบางเทรนด์อาจจะยังดูไกลตัว แต่ก็ส่งผลต่อชีวิตจริงในอีกไม่ช้า ทิศทางของเงินบาท ต้นทุนการนำเข้า ราคาพลังงาน และแม้แต่ดอกเบี้ยบ้านล้วนผูกพันกับระเบียบการเงินโลกที่กำลังเปลี่ยนรูป ไทยในฐานะประเทศการค้าขนาดกลางที่มีหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจทั้งกับจีนและโลกตะวันตก จำเป็นต้องอ่านกติกาใหม่ให้ทันก่อนที่โลกการเงินจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB