เงินบาทเปิด 33.59 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่ารับข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเจรจาหยุดยิง
เงินบาทแข็ง! เปิดที่ 33.59 บาท/ดอลลาร์ รับข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านเดินหน้าเจรจาหยุดยิง แต่ตลาดยังไม่คลายกังวล สัปดาห์นี้จับตาประชุม Fed ตัวแปรกำหนดทิศทางค่าเงินทั่วโลก
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้เปิดที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.69 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น เข้าใกล้โซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 33.57-33.73 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน เตรียมกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง
ส่งผลให้ ราคาพลังงานปรับตัวลงแรง พร้อมหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) พลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น เหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ส่วนเงินดอลลาร์ได้ทยอยอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ลงบ้าง
สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น ได้หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานและมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ต่างปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น ผลการประชุม Fed, BOE และ BOJ รวมถึง รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ฝั่งสหรัฐฯ
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) อาจชะลอลงบ้าง ในระยะสั้น สอดคล้องกับโมเมนตัมการอ่อนค่าของที่อ่อนกำลังลงล่าสุด หลังเริ่มมีกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมกลับมาเจรจาหยุดยิง ส่งผลให้ ราคาพลังงานปรับตัวลงแรงในช่วงเช้า วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม ของตลาดการเงินฝั่งเอเชีย
อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่ ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ Fed โดยในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก
ในทางตรงกันข้ามนั้น เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้เช่นกัน (ประเมินได้ในเบื้องต้น การปรับเพิ่ม/ลดโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยราว 50% อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง/แข็งค่าขึ้นได้ราว 25 สตางค์ เป็นอย่างน้อย) ซึ่งจากภาพความผันผวนของเงินบาทที่สูงอยู่นั้น ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
นอกจากนี้ ในช่วงสัปดาห์นี้ ต้องระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง Fed, BOE และ BOJ ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดค่าเงิน รวมถึงราคาทองคำได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยในเบื้องต้น หากผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางเป็นไปตามที่เราประเมินไว้ และสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Down โดยอาจมีโซนแนวต้านแถว 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับแรกจะอยู่ในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวรับถัดไป 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ ควรติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้เช่นกัน
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์ แม้จะเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk แต่มีโอกาสทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลายลงได้ และ Fed ไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจน หรือเซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการขึ้นดอกเบี้ย
"มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.20-34.00 บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.50-33.70 บาท/ดอลลาร์"
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.61 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ระดับ 33.68 บาท/ดอลลาร์
เช้าวันนี้ราคาน้ำมันดิบร่วงลง และราคาทองคำโลกปรับตัวสูงขึ้น หลังจากมีรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ระงับการโจมตีอิหร่านเป็นการชั่วคราว ขณะที่อิหร่านยืนยันว่าจะระงับการโจมตีตราบเท่าที่ฝ่ายสหรัฐฯ ระงับการโจมตีอิหร่านเช่นกัน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตลาดคลายกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และทำให้เช้านี้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์
เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยเงินดอลลาร์ยังได้รับแรงหนุนจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ จากที่สถานการณ์ตะวันออกกลางยังไม่จบ และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ในเดือน ก.ย. นี้ นอกจากนี้ ตลาดยังมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นน้อยกว่ายุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนค่าเงินดอลลาร์
ขณะที่เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ในรอบ 40 ปี แม้ทางการญี่ปุ่นยืนยันว่าพร้อมเข้าแทรกแซงตลาดก็ตาม
ตลาดรอดูผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 28-29 ก.ค. โดยตลาดส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ ขณะที่ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักประมาณ 82% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. นี้
ทั้งนี้การฟื้นตัวของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมาได้รับแรงหนุนหลักจากแรงซื้อเมื่อราคาปรับตัวลงและการซื้อคืนเพื่อปิดสถานะขาย หลังจากราคาปรับฐานลงอย่างรุนแรงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อต้นปี อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น มีแนวโน้มจำกัดการฟื้นตัวของราคาทองคำ โดยระดับ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์จะเป็นระดับสำคัญที่ตลาดต้องติดตามในระยะสั้น
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างสัปดาห์ 20-24 ก.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 6,491 ล้านบาท แต่มีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทยที่ 10,155 ล้านบาท
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด ) ในวันที่ 28-29 ก.ค. ผลการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ในวันที่ 30 ก.ค. และผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่ 31 ก.ค. และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ข้อมูลดุลบัญชีเดินสะพัดและรายงานเศรษฐกิจและการเงินเดือนมิ.ย. ของไทย
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคา PCE/Core PCE เดือนมิ.ย. ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2569 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.50 - 33.80 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 33.50/ขาย 33.80
- EUR/THB 38.10 - 38.60 แนะนำ ซื้อที่ 38.10/ขาย 38.60
- JPY/THB 0.2030 - 0.2080 แนะนำ ซื้อที่ 0.2030/ขาย 0.2080
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB