เงินบาทแข็งค่าแตะ 33.41 บาท รับดอลลาร์อ่อน-เยนพุ่ง
เงินบาทเปิดที่ 33.41 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าต่อเนื่อง หลังดอลลาร์อ่อนจากตลาดลดคาดการณ์ Fed ขึ้นดอกเบี้ย มองกรอบวันนี้ 33.25-33.60 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.41 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.57 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ สู่โซนแนวรับถัดไป 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.34-33.59 บาทต่อดอลลาร์) ตามการอ่อนค่าลงพอสมควรของเงินดอลลาร์
หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็ว แรง จากโซน 163 เยนต่อดอลลาร์ จนถึงจุดแข็งค่าสุดเกือบ 158 เยนต่อดอลลาร์ โดยมีรายงานข่าวว่า ทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ อาจเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น กดดันให้ผู้เล่นที่มีสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่าลง) ต้องปิดสถานะหรือ Stop Loss นอกจากนี้ ผลการประชุม FOMC ล่าสุด และรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ที่ชะลอลงสู่ระดับ 3.7% ตามคาด
เช่นเดียวกันกับ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE ที่ชะลอลงสู่ระดับ 3.3% ตามคาด ได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งช่วยลดทอนแรงกดดันต่อเงินเยนญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดจะรับรู้ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในช่วงสายของวันศุกร์นี้ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังได้ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางอื่นๆ อาทิ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) หลัง BOE มีมติ 6-3 คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.75% ตามคาด และไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า ทำให้ผู้เล่นในตลาดลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ของ BOE ในปีนี้ เหลือราว 26% จากราว 70% ในช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุม FOMC และ BOE
โดยการปรับลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง กอปรกับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ได้ช่วยหนุนให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง และช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเช่นกัน
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed อีกทั้ง บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ต่างปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ตามอานิสงส์ของรายงานผลประกอบการ Microsoft +15.5% ที่ออกมาสดใส ดีกว่าคาด ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันบ้าง ตามแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่ม Defensive ที่ปรับตัวได้ดีในช่วงก่อนหน้า อาทิ กลุ่ม Healthcare และกลุ่มค้าปลีก ทำให้โดยรวมดัชนี Dow Jones ปรับตัวขึ้น +1.19% ส่วน ดัชนี S&P 500 ปิดตลาด +1.66 % ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite พุ่งขึ้น +2.78%
เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่า หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ย ตามการชะลอตัวลงของอัตราเงินเฟ้อ PCE นอกจากนี้ การแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจมาจากการเข้าแทรกแซงค่าเงิน ได้สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลง สู่โซน 100 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.8-100.8 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทยอยปรับตัวขึ้น เหนือโซน 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำได้ถูกจำกัดลงจาก ความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและจังหวะการรีบาวด์ขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยเราประเมินว่า BOJ อาจคงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.00% โดยให้เหตุผลถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า BOJ จะยังคงย้ำจุดยืนทยอยเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางเงินเฟ้อ เปิดโอกาสให้ BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้ง ในช่วงปลายปี สู่ระดับ 1.25%
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เราประเมินว่า ในระยะสั้น เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ตามจังหวะการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ จากการแข็งค่าขึ้น เร็ว แรงของเงินเยนญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราได้เคยเตือนมาโดยตลอดในช่วงที่ผ่านมา ทว่าเราไม่อาจทราบถึงจังหวะการเกิดได้) โดยเรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงซื้อเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน โดยเฉพาะฝั่งผู้นำเข้าที่อาจรอซื้อเงินดอลลาร์แถวโซนแนวรับ 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 33.20 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์)
อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนบ้าง หากผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) ต้องเข้ามาปิดสถานะ ไม่ว่าจะขายทำกำไร หรือ Stop Loss หลังเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม อาจช่วยหนุนเงินบาทผ่านแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติมได้บ้าง ซึ่งจะช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทที่อาจเกิดขึ้น ไว้แถวโซน 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไปช่วง 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์)
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.60 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.40 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.60 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) หลังจากทางการสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพิ่มขึ้น 9,000 ราย สู่ระดับ 197,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว แต่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 207,000 ราย
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.7% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 4.1% ในเดือนพ.ค.
ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.3% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 3.4% ในเดือนพ.ค.
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.30 - 33.70 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 33.30/ขาย 33.70
- EUR/THB 38.30 - 38.80 แนะนำ ซื้อที่ 38.30/ขาย 38.80
- JPY/THB 0.2060 - 0.2100 แนะนำ ซื้อที่ 0.2060/ขาย 0.2100
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB