เงินบาทเริ่มมีแรงแข็งค่า! ลุ้น CPI สหรัฐฯ กดดอลลาร์ จับตาแนวรับ 33 บาท
เงินบาทเปิด 33.02 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าเล็กน้อย จับตา CPI สหรัฐฯ-ตะวันออกกลาง กดดอลลาร์ จับตา! แนวรับ 33 บาท/ดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.02 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.05 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) มีจังหวะแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.88-33.07 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD)
หลังยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคม ลดลงราว 2.3 หมื่นราย แย่กว่าที่ตลาดคาดไว้ ว่าจะเพิ่มขึ้น 8.5 หมื่นราย ส่วนอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) ชะลอลง โดยเพิ่มขึ้น 3.2% ต่ำกว่าที่ตลาดคาด
โดยมีเพียงอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ที่ปรับตัวลดลง สู่ระดับ 4.1% ดีกว่าคาดเล็กน้อย แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวลงต่อเนื่องของ อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานสหรัฐฯ (Participation Rate) เหลือ 61.4% ทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ลงบ้าง โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 16% ที่ Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้
ทั้งนี้ เงินบาทยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้สำเร็จ ก่อนทยอยอ่อนค่าลงบ้างกลับสู่โซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงเข้าซื้อเงินดอลลาร์ในจังหวะย่อตัวลง หนุนการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ก่อนที่จะปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย Fed และปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนอีกครั้ง
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จากความหวังต่อการเจรจาหยุดยิง สหรัฐฯ กับอิหร่าน และรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาด
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) มีกำลังมากขึ้น และในช่วงระยะสั้น เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง หรืออย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ตราบใดที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้กลับมาทวีความร้อนแรงขึ้น จนส่งผลให้ ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ หากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ออกมาตามคาด หรือ ต่ำกว่าคาด สะท้อนถึงแนวโน้มการชะลอตัวลงต่อเนื่องของอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed (ประเมินได้ในเบื้องต้น การปรับเพิ่ม/ลดโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยราว 50% อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง/แข็งค่าขึ้นได้ราว 25 สตางค์ เป็นอย่างน้อย) สร้างแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์ และหนุนทั้งราคาทองคำ รวมถึงเงินบาทได้
อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่ ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ Fed ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Down โดยอาจมีโซนแนวต้านแรกแถว 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.50 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวรับแรกจะอยู่ในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.80 บาทต่อดอลลาร์ หรือบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน) ทั้งนี้ ควรติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk โดยเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงต่อได้ หากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ชะลอตัวลงต่อเนื่อง ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ย
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.80-33.40 บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.95-33.10 บาท/ดอลลาร์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB