“วิทัย” ชู 4 เสาหลัก สร้างคน-สร้างภูมิคุ้มกัน พร้อมยกระบบการเงินให้ปลอดภัยรับโลกใหม่
“วิทัย” ชู 4 เสาหลัก สร้างคน-สร้างภูมิคุ้มกัน พร้อมยกระบบการเงินให้ปลอดภัยรับโลกใหม่ ยุคที่ “แรงกระแทก” เกิดขึ้นบ่อยและแพร่กระจายเร็วกว่าเดิม
โลกวันนี้กำลังเข้าสู่ยุคที่ “แรงกระแทก” เกิดขึ้นบ่อยและแพร่กระจายเร็วกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน อาหารและพลังงาน ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและ AI
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ไทยจะฟื้นจากวิกฤตได้อย่างไร” แต่คือ ไทยจะสร้างความสามารถในการรับมือ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระยะยาวอย่างไรคธุรกิจกล้าที่จะคว้าโอกาสใหม่ๆ
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Thailand’s New Horizon : Empowering People, Building Resilience” ภายในงาน “The Bangkok Business Summit 2026” โดยระบุว่า ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank Group เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 35 ปี มีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ ซึ่งการกลับมาจัดประชุมที่กรุงเทพฯ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของโลกที่มีต่อไทย และตอกย้ำบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเอเชียในเศรษฐกิจโลก
ขณะที่ Bangkok Business Summit 2026 ถือเป็นเวทีที่ช่วยวางแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ของไทย ก่อนเข้าสู่การประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคม สะท้อนว่าไทยจะมีส่วนช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค พร้อมเดินหน้าการเติบโตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างไร
เพราะหากย้อนดู ในเวลาไม่ถึง 10 ปี โลกเผชิญทั้งโควิด-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์หลายครั้ง การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน วิกฤตอาหารและพลังงาน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ AI
ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต เศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่เส้นทางการเติบโตที่ต่ำลงเรื่อยๆ หลังวิกฤตการเงินเอเชียปี 2540 ไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5.3% ก่อนลดลงเหลือ 3.7% หลังวิกฤตการเงินโลก และเหลือเพียง 2.4% หลังโควิด-19
ดังนั้น ความท้าทายของไทยจึงไม่ใช่แค่การฟื้นตัวจากวิกฤต แต่ต้องสร้างทั้ง ความยืดหยุ่น (Resilience) และ ขีดความสามารถ (Capability) ที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระยะยาว
“Thailand’s New Horizon : Empowering People, Building Resilience”
แนวคิด “Thailand’s New Horizon : Empowering People, Building Resilience” จึงถูกวางขึ้นบน 4 เสาหลัก ได้แก่
เสาที่ 1 : Digital & AI เปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นโอกาสของทุกคน คือการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและ AI ให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น
นายวิทัยมองว่า ไทยมีประสบการณ์ที่โดดเด่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ โดยเฉพาะ PromptPay ระบบโอนเงินแบบทันทีที่ไม่มีค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ใช้
เฉพาะเดือนกรกฎาคม 2569 PromptPay มีบัญชีลงทะเบียนมากกว่า 83 ล้านบัญชี และรองรับธุรกรรมถึง 2.5 พันล้านรายการโดยไม่คิดค่าธรรมเนียม
อีกหนึ่งโครงสร้างสำคัญคือแอปพลิเคชัน เป๋าตัง ซึ่งพัฒนาโดยธนาคารกรุงไทย และช่วยให้มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดย ณ เดือนมกราคมที่ผ่านมา มีผู้ใช้งานมากกว่า 40 ล้านราย
โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ทำให้การใช้บริการทางการเงินและการชำระเงินดิจิทัลของไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว ธุรกรรมการชำระเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในช่วง 4 ปี จาก 21 พันล้านรายการในปี 2564 เป็น 48 พันล้านรายการในปี 2568 ขณะที่การใช้บริการทางการเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นเกือบ 70% จาก 84 ล้านบัญชี เป็น 141 ล้านบัญชีภายใน 5 ปี
แต่เมื่อโลกการเงินดิจิทัลเติบโตขึ้น ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามมา ทั้งการหลอกลวง สแกม และภัยไซเบอร์ ธปท.จึงผลักดันแนวคิด Safe and Inclusive Digital Finance (SIDF) เพื่อให้การเติบโตของการเงินดิจิทัลเดินไปพร้อมกับความปลอดภัยและความทั่วถึง
โจทย์สำคัญมี 3 เรื่อง คือ การเพิ่มขึ้นของการฉ้อโกงและอาชญากรรมดิจิทัลที่กระทบความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจดิจิทัล ความเสี่ยงด้านไซเบอร์และการดำเนินงานที่กระทบความมั่นคงของระบบการเงิน และช่องว่างด้านกฎเกณฑ์ โดยเฉพาะการใช้และกำกับดูแล AI กับเทคโนโลยีใหม่ในภาคการเงิน
ขนาดของปัญหาไม่เล็ก ในปี 2567 เอเชียคิดเป็นเกือบ 2 ใน 3 ของความเสียหายจากสแกมทั่วโลก ขณะที่ไทยมีความเสียหายจากการฉ้อโกงทางการเงินมากกว่า 43,000 ล้านบาท หรือราว 0.2% ของ GDP และความเสียหายจริงอาจสูงกว่านี้ เนื่องจากมีกรณีที่ไม่ได้ถูกรายงาน
ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ไซเบอร์ที่กระทบภาคการเงินทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า ส่วนความพยายามโจมตีไซเบอร์ที่พุ่งเป้าไปยังภาคธนาคารไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 45% ในปี 2568 โดยส่วนใหญ่เป็น DDoS, Malware และ Phishing
เมื่อช่องทางดิจิทัลกลายเป็นประตูสำคัญสู่บริการทางการเงิน ความท้าทายจึงอยู่ที่การทำให้ระบบป้องกันก้าวทันนวัตกรรม
นายวิทัย ระบุว่า ความร่วมมือระดับโลกในการรับมือการฉ้อโกงดิจิทัลยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ธปท.จึงร่วมกับ IMF และธนาคารโลก พัฒนา Bangkok Blueprint for Resilient, Fraud-Resilient Financial Services
แผนดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในเอกสารสำคัญที่จะประกาศในการประชุมเดือนตุลาคม และตั้งเป้าให้ Bangkok Blueprint เป็นแนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับประเทศต่างๆ ที่ต้องการยกระดับการรับมือกับอาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล โดยหวังว่าจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในระดับโลก ไม่ใช่เฉพาะในช่วงการประชุมประจำปีเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ธปท.ดำเนินมาตรการรับมือการฉ้อโกงและสแกมมาอย่างต่อเนื่อง โดยบทเรียนสำคัญคือความจำเป็นของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และต้องปรับมาตรการให้ทันกับรูปแบบการโกงที่เปลี่ยนไป
ช่วงแรก ปัญหาหลักคือการฉ้อโกงที่ไม่ได้เกิดจากการอนุมัติของเจ้าของบัญชี หรือ Unauthorized Payment Fraud โดยเฉพาะการใช้แอปพลิเคชันเป็นเครื่องมือฟอกเงิน
ธปท.จึงออกมาตรฐานความปลอดภัย Mobile Banking เพื่อเพิ่มการป้องกันการยึดบัญชี ส่งผลให้เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแอปดูดเงินลดลงจนเป็นศูนย์ โดยไม่มีการรายงานกรณีดังกล่าวตั้งแต่เดือนมกราคม 2568
แต่เมื่อรูปแบบการโกงเปลี่ยนไป ปัญหาก็ขยับมาสู่ Authorized Push Payment หรือ APP Fraud ซึ่งเป็นกรณีที่เหยื่อถูกหลอกจนเป็นผู้อนุมัติการโอนเงินด้วยตัวเอง ทำให้การแก้ปัญหาไม่สามารถจำกัดอยู่แค่ภาคธนาคาร
จึงมีการออกมาตรการทั้งด้านกฎหมายและระบบ เช่น การจัดการบัญชีมิจฉาชีพที่เข้มงวดขึ้น การใช้ API เพื่อติดตามเส้นทางเงิน การปรับปรุงการจัดกลุ่มความเสี่ยงของลูกค้า และการกำหนดเพดานการโอนเงินดิจิทัลต่อวัน
ผลที่เกิดขึ้นคือ ความเสียหายจาก APP Fraud ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 8,600 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2567 เหลือ 1,800 ล้านบาท และในไตรมาส 2 ปี 2569 หรือลดลงเกือบ 80%
ทั้งนี้ ในช่วง 11 เดือนของการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ได้ขยายการทำงานเพื่อรับมือกิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมายมากขึ้น โดยมองว่าในท้ายที่สุด เงินผิดกฎหมายจำนวนมากจะต้องถูกถอนออกมาเป็นเงินสด หรือเปลี่ยนไปอยู่ในสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น ทองคำ เงินตราต่างประเทศ และ Stablecoin อย่าง USDT
ธปท.จึงดำเนินการใน 4 ด้านสำคัญ คือ
1.จำกัดการถอนเงินสดมูลค่าสูงจากธนาคาร
มาตรการที่เริ่มใช้ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้การถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปลดลง 52% สะท้อนว่าธุรกรรมเงินสดที่มีความเสี่ยงสูงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
2.ยกระดับการกำกับการซื้อขายทองคำออนไลน์
เน้นการรายงาน โดยเฉพาะการถอนทองคำจริงในปริมาณมากจากทองที่ซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หลังมาตรการมีผล การถอนทองคำแท่งตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท ลดลงถึง 70%
3.เพิ่มการกำกับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ
ทั้งการกำหนดวงเงิน การวางมาตรฐานการดำเนินงาน และการเพิ่มข้อกำหนดด้านการรายงาน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการแปลงเงินบาทเป็นเงินตราต่างประเทศ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ
4.ยกระดับการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล
ธปท.ทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเพิ่มมาตรการป้องกันความเสี่ยงในระบบสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะธุรกรรม USDT ที่มีลักษณะน่าสงสัยและมีปริมาณการซื้อขายสูง
นอกจากมาตรการเฉพาะด้าน ธปท.ยังยกระดับกระบวนการรู้จักลูกค้า หรือ KYC รวมถึง Customer Due Diligence (CDD) และ Enhanced Due Diligence (EDD) ให้เป็นกระบวนการที่พิจารณาความเสี่ยงของลูกค้าตลอดอายุความสัมพันธ์
พร้อมจัดทำ 24 รูปแบบธุรกรรมต้องสงสัย เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถระบุ ติดตาม และจัดการลูกค้าและธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูงได้ดีขึ้น
และในวันที่ 10 กันยายนนี้ ธปท.เตรียมเปิดตัวกรอบการป้องกันภาคการเงินจากกิจกรรมผิดกฎหมาย โดย ธปท.และสถาบันการเงินทั้งระบบจะร่วมประกาศเจตนารมณ์ว่าจะไม่อำนวยความสะดวก ไม่เปิดช่องทาง และไม่สนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายหรือการทุจริตทั้งทางตรงและทางอ้อม
ครั้งนี้จะมีผู้เล่นจากทั้งระบบเข้าร่วม ตั้งแต่ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐ สาขาธนาคารต่างประเทศ ผู้ให้บริการ e-Payment ที่ไม่ใช่ธนาคาร ผู้ให้บริการสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคาร ไปจนถึงผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และกรอบดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงคำประกาศ แต่ตั้งใจให้เกิดการลงมือทำจริง
ธปท.จะเพิ่มการแบ่งปันข้อมูลด้านการกำกับดูแล ยกระดับการป้องกันความเสี่ยงในธุรกรรมเงินสดและทองคำ รวมถึงเพิ่มการตรวจสอบธุรกรรมเงินสดฝากเกิน 5 ล้านบาท และจำกัดการซื้อทองคำด้วยเงินสดเกิน 10 ล้านบาท
ธนาคารพาณิชย์จะใช้ข้อมูลภาครัฐเพื่อยกระดับการตรวจสอบลูกค้า และนำ 24 รูปแบบธุรกรรมต้องสงสัยมาใช้ในการติดตาม
ผู้ให้บริการ e-Payment จะเพิ่มการตรวจสอบร้านค้าและมาตรฐาน KYC ของบัญชี e-Money เพื่อป้องกันการนำระบบไปใช้ในทางที่ผิดและบัญชีมิจฉาชีพ
ผู้ให้บริการสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารจะเพิ่มการตรวจจับธุรกรรมความเสี่ยงสูงและแลกเปลี่ยนรูปแบบธุรกรรมต้องสงสัยกับ ธปท.
ส่วนผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราจะเพิ่มการคัดกรองความเสี่ยงผ่านฐานข้อมูลกลาง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตรากว่า 2,000 รายจะเข้ามายกระดับมาตรฐาน AML/CFT และ KYC ร่วมกัน
เสาที่ 2 คือการสร้างความยืดหยุ่นในโลกที่แตกเป็นหลายขั้ว โดยไทยสามารถวางตัวเป็น “Trusted Hub” หรือเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงการลงทุน การผลิต และภูมิภาคเข้าด้วยกัน
ไทยอาจไม่ใช่ประเทศที่ต้นทุนต่ำที่สุด หรือฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด แต่จุดแข็งอยู่ที่ เสถียรภาพและความน่าเชื่อถือ รวมถึงการไม่มีความขัดแย้งครั้งใหญ่ และการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับมหาอำนาจหลักของโลก
เสาที่ 3 คือการสร้างโครงสร้างทางการเงินเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ธปท.ใช้ทั้งมาตรการระยะสั้น เช่น การจัดหาเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน และการวางรากฐานระยะยาวอย่าง Thailand Taxonomy เพื่อสนับสนุนการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ
เสาที่ 4 คือการเปลี่ยนแปลงทางประชากรและ Longevity Economy แม้สังคมสูงวัยจะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ แต่ก็เปิดโอกาสใหม่ในธุรกิจสุขภาพ Wellness และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการมีอายุยืน เช่น Functional Food และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จากชีวภาพ
สุดท้าย นายวิทัย มองว่า การปฏิรูป ความสามารถ และความร่วมมือที่ไทยกำลังสร้างขึ้น ไม่ได้มีความหมายเฉพาะสำหรับการรับมือความเสี่ยงในวันนี้ แต่คือการลงทุนเพื่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
เพราะระบบการเงินที่ น่าเชื่อถือและปลอดภัย ไม่ได้เป็นเพียงเกราะป้องกันความเสี่ยง แต่ยังเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วยดึงดูดการลงทุน และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและภาคธุรกิจกล้าที่จะคว้าโอกาสใหม่ๆ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB