ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.15 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”
เงินบาทอ่อนแตะ 33.15 บาท/ดอลลาร์ น้ำมันพุ่ง-ดอลลาร์แข็ง กดดันค่าเงิน จับตา CPI สหรัฐฯ คืนนี้ ชี้ทางดอกเบี้ยเฟด
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.15 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.95 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบกรอบบน 33.15 บาทต่อดอลลาร์ ที่เราประเมินไว้ในวันก่อนหน้า (แกว่งตัวในกรอบ 32.93-33.17 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น
ตามการปรับเพิ่มโอกาส Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย จากรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนสิงหาคม ที่ออกมาสูงขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับ +5.4% ส่วน ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน Core PPI +4.6%
รวมถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น จนทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI สูงขึ้นสู่ระดับ 108 และ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามลำดับ นอกจากนี้ แม้ ECB จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 2.50% (Deposit Facility Rate) ตามคาด แต่จากแนวโน้มราคาพลังงานล่าสุดและการปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของ ECB ที่สูงขึ้น
ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมของ ECB ซึ่งมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงเข้าใกล้ระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา
บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น และรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ล่าสุดที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลง 0.60% ส่วน ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดลง 0.58% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง 0.65%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4.97% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มโอกาส Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งแม้ว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเสี่ยงปรับตัวขึ้นทะลุโซน 5.00% แต่เราประเมินว่าระดับบอนด์ยีลด์ล่าสุดที่สูงเกิน 4.90% จะมีจุด Break-Even Yield ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.30%
ซึ่งสามารถรองรับกรณีที่ Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง และที่สำคัญเรามองว่าการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ดังกล่าว จะเปิดทางให้บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง Fed มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้างในปีหน้า ทำให้การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ยังมีความน่าสนใจอยู่
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มโอกาส Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังบรรดาสกุลเงินหลัก อย่าง เงินยูโร (EUR) ยังพอได้แรงหนุนอยู่ ตามการปรับเพิ่มโอกาส ECB เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้
ก่อนปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.7-99.2 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ แม้บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) แต่มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับเพิ่มโอกาสบรรดาธนาคารกลางหลักเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ปรับตัวลงสู่โซน 4,350-4,360 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
อย่างไรก็ดี เรามองว่า หากราคาทองคำทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง หรือเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท ทว่า แรงหนุนดังกล่าวอาจยังไม่สามารถทำให้ เงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ง่ายนัก
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.95-33.35 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.13 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 32.95 บาท/ดอลลาร์
ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในโมเมนตัมอ่อนค่าจากราคาน้ำมันดิบ Brent ขยับขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเกิดจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อและมีความต้องการเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้นำเข้าน้ำมันเพื่อชำระค่าสินค้า
ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นสู่ 5.4% เมื่อเทียบรายปีในเดือนสิงหาคม สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 5.3% และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 4.8% ในเดือนกรกฎาคม ตัวเลขที่ร้อนแรงกว่าคาดนี้บ่งชี้ว่าต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงกําลังส่งผ่านไปยังห่วงโซ่อุปทานอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐปรับตัวสูงขึ้นทั่วทั้งเส้นอัตราผลตอบแทน หลังจาก ECB มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอ้างอิง 25 basis points สู่ระดับ 2.50% ส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นโดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ปรับขึ้นมาที่ 4.57% ,อายุ 10 ปี ปรับขึ้นมาที่ 4.95% และอายุ 30 ปี ปรับขึ้นมาที่ 5.37% เป็นปัจจัยหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตลาดจับตาตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในคืนนี้เนื่องจากมีผลสำคัญต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด (Fed) ในการประชุมสัปดาห์หน้า
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทวันนี้คาดกรอบการเคลื่อนไหวที่ 33.00-33.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 2,027 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 611 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.00 - 33.40 แนะนำ ทยอยซื้อ 33.00 ขาย 33.40
- EUR/THB 38.20 - 38.60 แนะนำ ทยอยซื้อ 38.20 ขาย 38.60
- JPY/THB 0.2130 - 0.2170 แนะนำ ทยอยซื้อ 0.2130
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB