บาทจะไปทางไหน? เจอ 3 แรงกดดัน Fed–น้ำมัน–PMI ชี้ทิศเงินไทย
เงินบาทเปิดเช้านี้ที่ 33.11 บาท/ดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย" แต่ยังแกว่งในกรอบ 33.07–33.20 บาท จับตา Fed ตะวันออกกลาง ตัวเลข PMI เพิ่มความผันผวนของค่าเงิน
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.11 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.13 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.07-33.20 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดยความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ช่วยจำกัดให้ราคาน้ำมันดิบยังคงแกว่งตัวในกรอบ Sideways
โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ยังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นอกจากนี้ เงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามจังหวะทยอยรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) และจังหวะย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ ทว่า โดยรวมเงินดอลลาร์ยังคงเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมที่ยังคงส่งผลดีต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นธีม AI/Semiconductor อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างคงมุมมองว่า Fed ยังมีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 3 ครั้ง ภายในปีหน้าไม่ได้ปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงที่ผ่านมา
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงทยอยเดินหน้าซื้อหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor อาทิ Micron +5.0%, Intel +1.7% หลังการเปิดตัว MUSE Agentic AI ล่าสุดของทาง Meta -0.6% ทว่า ผู้เล่นในตลาดกลับกังวลผลกระทบของ Agentic AI ต่อภาคธุรกิจอื่นๆ (AI Disruption) สร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มการเงิน กลุ่มการเดินทาง (เน้น Online Travel Agencies) นอกจากนี้ ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังช่วยหนุนบรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวม ส่งผลให้ ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลง 0.4% ส่วน ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดลง 0.0% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น 0.5%
ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย สู่โซน 4.95% ตามบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 3 ครั้ง ของ Fed ภายในปีหน้า ทว่าการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ จากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ
บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวผันผวนในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่าผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะตามคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง Fed มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่
ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ซึ่งมีส่วนกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ทยอยอ่อนค่าลงเหนือโซน 157.50 เยนต่อดอลลาร์ ทว่าโดยรวมผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก เพื่อรอลุ้นผลการประชุมสุดยอดผู้นำ Trump-Xi Summit และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 100.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.3-100.7 จุด)
ทองคำ – แม้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) จะเผชิญแรงกดดันบ้างตามการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้ ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักบ้าง ส่งผลให้ โดยรวมราคาทองคำ สามารถทยอยรีบาวด์ขึ้นสู่โซน 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ทั้งนี้ ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานดัชนี PMI ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งจะเริ่มจากฝั่งยูโรโซน ในช่วงราว 15.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ต่อด้วยฝั่งอังกฤษ ในช่วง 15.30 น. และฝั่งสหรัฐฯ ในเวลา 20.45 น. โดยรายงานดัชนี PMI ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลางหลัก (Fed, BOE และ ECB) ได้บ้าง
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า Fed มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.00-33.25 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.13 บาท/ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.17 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันอังคาร (22 ก.ย.) หลังจากเจ้าหน้าที่หลายรายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ออกมาสนับสนุนการดำเนินนโยบายคุมเข้มทางการเงินเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในปีนี้
นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้เตือนในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ว่า เขาอาจทำลายล้างอิหร่าน หากไม่มีการบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมกับกล่าวว่า ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะเกิดขึ้นได้ก็น่าจะหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.00 - 33.30 แนะนำ ซื้อ 33.00 / ขาย 33.30
- EUR/THB 37.80 - 38.30 แนะนำ ซื้อ 37.80 / ขาย 38.30
- JPY/THB 0.2090 - 0.2140 แนะนำ ซื้อ 0.2090 / ขาย 0.2140
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB