เงินบาทเปิดทรงตัว 33.61 บาท จับตา FED-ตะวันออกกลาง กดดันตลาดเงิน
เงินบาทเปิดทรงตัว 33.61 บาท จับตา FED-ตะวันออกกลาง กดดันตลาดเงิน ระยะกลาง-ยาว เงินบาทยังมีโอกาสแข็งค่าบ้าง
เงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.61 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดของวันก่อนหน้า ขณะที่ช่วงคืนที่ผ่านมาเงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางชัดเจนในกรอบ 33.52-33.65 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางตลาดที่ยังจับตาความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
โดยเฉพาะกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ (XAUUSD)
โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชียที่ราคาทองคำทยอยปรับตัวลงอีกครั้ง และมีส่วนกดดันให้เงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงบ้าง
Krungthai Global Markets มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงที่ 33.50-33.75 บาทต่อดอลลาร์
หุ้นสหรัฐฯ ปิดลบ ตลาดยังปิดรับความเสี่ยง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ FED และสร้างแรงกดดันต่อหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นสไตล์ Growth
แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้แรงหนุนบางส่วนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่โดยรวม Dow Jones ปรับตัวลง 0.7% ขณะที่ S&P500 ปิดตลาดลดลง 0.8% และ Nasdaq Composite ลดลง 0.9%
หุ้นยุโรปทรงตัว พลังงานยังช่วยพยุงตลาด
ด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 เคลื่อนไหวทรงตัว ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า บรรดาธนาคารกลางหลัก อาทิ BOE และ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานในช่วงนี้ จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังคงเป็นปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน และช่วยพยุงตลาดหุ้นยุโรปได้บ้าง
บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งทดสอบ 5.24% ลุ้นจังหวะ Buy on Dip
ตลาดบอนด์ยังเผชิญแรงกดดัน โดยบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทดสอบโซน 5.24% หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาสที่ FED จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเคลื่อนไหวผันผวนสูงขึ้นในระยะสั้น Krungthai Global Markets ยังคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้
มุมมองดังกล่าวมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของ Krungthai Global Markets หรือมุมมองของผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED จะเปิดทางให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง
อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้างในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยเน้น Buy on Dip ยังมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ทะลุโซน 5.20%
ทั้งนี้ Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจ หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้นหรือลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps
ดอลลาร์แข็งค่า DXY แตะ 101.2 จุด
ด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่นที่มีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ได้ชะลอโมเมนตัมการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ในบางจังหวะ ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 101.2 จุด โดยแกว่งตัวอยู่แถวโซน 101-101.3 จุด
ทองคำร่วงแตะ 4,150-4,160 ดอลลาร์
ราคาทองคำยังถูกกดดันจากความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ส่งผลให้ราคาทองคำ โดยสัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026 ปรับตัวลดลงสู่โซน 4,150-4,160 ดอลลาร์ต่อออนซ์
24 ชั่วโมงข้างหน้า จับตาข้อมูลสหรัฐฯ-ถ้อยแถลง FED
สำหรับช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้แก่ ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) รวมถึงดัชนีภาวะภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่าง ๆ
พร้อมกันนั้น ยังต้องติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED มีโอกาส 53% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้งในปีนี้ และอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม 2-3 ครั้งในปีหน้า
ฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของทั้งสองธนาคารกลางหลักของยุโรป
เอเชียจับตา RBA-ข้อมูลญี่ปุ่น
สำหรับฝั่งเอเชีย บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย +25bps สู่ระดับ 4.60% หลังอัตราเงินเฟ้อของออสเตรเลียยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังพอได้อานิสงส์จากกระแส AI & Green Boom
ส่วนในช่วงเช้าของวันพุธที่ 30 กันยายน เวลาประมาณ 06.50 น. ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงาน ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด รวมถึงการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ซึ่งเสี่ยงผันผวนสูง หากมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน หรือแม้แต่การทำ Rate Check ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงก่อนมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน
เงินบาทเสี่ยง Two-way Risk จับตาทองคำ-เยน-ตะวันออกกลาง
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ดังนั้น ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อาจสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย
สำหรับเงินบาท อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม หากราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดย Krungthai Global Markets ประเมินว่า ในเชิงเทคนิคัลตามกลยุทธ์ Trend-Following ราคาทองคำ (XAUUSD) ได้กลับเข้าสู่แนวโน้มขาลงอีกครั้ง ทั้งใน Time Frame รายวันและรายสัปดาห์ หลังราคาทองคำปรับตัวลงหลุดโซน 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงที่ราคาทองคำอาจปรับตัวลงต่อเพื่อทดสอบโซน 3,900-4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง หากเกิดขึ้นจริง จะทำให้เงินบาทอาจอ่อนค่าลงทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 33.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และยังมีกระแสข่าวความหวังเกี่ยวกับการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอยู่บ้าง ซึ่งอาจช่วยชะลอโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้ หากแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงเริ่มมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น
จับตาเงินเยน หากหลุด 158 เยนต่อดอลลาร์
นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวันควรติดตามการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อย่างใกล้ชิด โดย Krungthai Global Markets ระบุว่า เงินเยนญี่ปุ่นมักมีจังหวะแข็งค่าขึ้นในระยะสั้น หากอ่อนค่าลงทะลุโซน 158 เยนต่อดอลลาร์
ปัจจัยดังกล่าวอาจมาจากถ้อยแถลงของทางการญี่ปุ่น (Verbal Intervention) รวมถึงการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น
หากเงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง จะช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ และชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท
อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องระวังคือความผันผวนในช่วงที่ตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ซึ่งอาจกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED และสร้างความผันผวนต่อเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ และเงินบาท
ระยะกลาง-ยาว เงินบาทยังมีโอกาสแข็งค่าบ้าง
ในระยะกลาง-ยาว Krungthai Global Markets ยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 และจากนั้นจึงทยอยลดดอกเบี้ยลง
มุมมองดังกล่าวทำให้เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่ Krungthai Global Markets ประเมินไว้พอควร
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่ประเมินไว้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวันและรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB