หุ้นไทยวันนี้ (20 ก.ย.64) ปิดการซื้อขายร่วงแรง -22.59 จุด
หุ้นไทยวันนี้ (20 ก.ย.64) ปิดการซื้อขายร่วงแรง -22.59 จุด ที่ระดับ 1,603.06 จุด มูลค่า 85,013.63 ล้านบาท
ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่
KBANK มูลค่าการซื้อขาย 3,294.17 ล้านบาท ปิดที่ 118.50 บาท ลดลง 3.50 บาท
PTT มูลค่าการซื้อขาย 2,950.13 ล้านบาท ปิดที่ 39.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
KCE มูลค่าการซื้อขาย 2,755.58 ล้านบาท ปิดที่ 82.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท
SCGP มูลค่าการซื้อขาย 2,358.28 ล้านบาท ปิดที่ 62.25 บาท ลดลง 2.50 บาท
BANPU มูลค่าการซื้อขาย 1,765.13 ล้านบาท ปิดที่ 12.30 บาท ลดลง 0.50 บาท
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลงไปมาก ตามตลาดเอเชีย ดาวน์โจนส์ฟิวเจอร์ส ตลาดยุโรปปรับตัวลงมาหมด จากนักลงทุนกังวล 2-3 ปัจจัยหลักได้แก่ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ในวันที่ 22 ก.ย.นี้ ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ในการปรับลดวงเงินซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE Tapering) และจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในไตรมาส 4/65 จากเดิมคาดปรับขึ้นในปี 66
อีกปัจจัยจากปัญหาหนี้บริษัทไชน่า เอเวอร์แกรนด์ ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของจีน ที่รัฐบาลจีนเข้ามาอัดฉีดน้อยกว่าที่คาด ซึ่งในสัปดาห์นี้ 23-29 ก.ย.จะต้องชำระหนี้คืนก็ทำให้นักลงทุนกังวลว่าจ่ายไม่ได้ ซึ่งเป็นเหตุกดดันตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง
และอีกปัจจัยคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐที่มีนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้มีการทบทวนกรอบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จากเดิมที่กำหนดไว้ ต้องไม่เกิน 60% เป็นต้องไม่เกิน 70% ทำให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่า และจะทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอซื้อทั้งหุ้นและพันธบัตร
แนวโน้มการลงทุนพรุ่งนี้ ประเมินตลาดหุ้นไทยหลุดกรอบ 1,600 จุด ให้แนวรับที่ 1,585 จุด แนวต้านที่ 1,610 จุด
หุ้นไทยวันนี้ (20 ก.ย.64) ปิดการซื้อขายเช้า -9.56 จุด ที่ระดับ 1,616.09 จุด มูลค่าการซื้อขาย 42,133.05 ล้านบาท
หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับ
เปิดลงทะเบียน "เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3" ผ่าน www.เราเที่ยวด้วยกัน.com ปรับเงื่อนไขใหม่
ศรีธัญญา เปิดฉีดวัคซีนผู้ป่วยจิตเวชพร้อมผู้ดูแล 400 คนต่อวัน
KCE มูลค่าการซื้อขาย 1,887.55 ล้านบาท ปิดที่ 84.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท
SCGP มูลค่าการซื้อขาย 1,274.02 ล้านบาท ปิดที่ 63.25 บาท ลดลง 1.50 บาท
PTT มูลค่าการซื้อขาย 1,219.48 ล้านบาท ปิดที่ 38.75 บาท ลดลง 0.25 บาท
KBANK มูลค่าการซื้อขาย 1,113.80 ล้านบาท ปิดที่ 121.00บาท ลดลง 1.00 บาท
TTA มูลค่าการซื้อขาย 959.63 ล้านบาท ปิดที่ 14.20 บาท ลดลง 1.20 บาท
นายวีรวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้อ่อนตัวลงตามตลาดภูมิภาคและตลาดหุ้นดาวน์โจนส์ นักลงทุนกังวลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สัปดาห์นี้ น่าจะส่งสัญญาณปรับลดวงเงินซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ถ้าหากปรับลด QE คาดว่าเงินทุนต่างประเทศ (Fund Flow) ไหลออกจากเอเชีย และประเด็นปัญหาหนี้ของเอเวอร์แกรนด์ ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของจีนก็กดดันตลาดหุ้นเอเชีย
ส่วนปัจจัยในประเทศยังไม่มีประเด็นใหม่ ก็ต้องติดตามความชัดเจนการคลายมาตรการ เรื่องการเปิดเมืองที่จะเริ่ม 1 ต.ค. ส่วนกรุงเทพฯ ก็ต้องติดตามความชัดเจนว่าจะเปิดเมื่อไหร่
ดัชนี SET เช้านี้หลุดแนวรับ 1,620 จุด ทำให้ภาพระยะสั้น มีโอกาสพักฐานต่อ ทั้งนี้ ให้แนวรับหลักที่ 1,600 จุด และแนวต้านที่ 1,620 , 1,628 จุด แต่หากสามารถยืนเหนือ 1,620 จุดได้ก็ให้กรอบขยับมาเป็น 1,620 - 1,640 จุด
หุ้นไทยวันนี้ (20 ก.ย.64) เปิดการซื้อขายร่วงไป -8.75 จุด คาดเคลื่อนไหวในกรอบแคบ และขาดปัจจัยใหม่
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยเช้านี้และเอเชียจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ
อุตุฯ เตือน มรสุมเข้าไทยระวังน้ำท่วม-ฝนตกหนักร้อยละ 80 ของพื้นที่
ทั่วไทยยังติดโควิด ปูพรมฉีดวัคซีนเข็มแรก 40.1% แล้ว เช็กสถานการณ์ กทม. - 4 จว.ดันเปิดประเทศ
โดยปัจจัยที่จะเข้ามารบกวนตลาดมาจากความไม่แน่นอนหลายอย่างที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ทั้งแรงกดดันจากกฎระเบียบกำกับดูแลของธุรกิจในประเทศจีน ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางการแก้ปัญหาในภาคอสังหาฯของจีนว่าจะออกมาในรูปแบบไหน
เนื่องจากนโยบายจีนในช่วงหลังพยายามจะพูดถึงการลดความเหลื่อมล้ำและการกระจายความมั่งคั่ง เพราะฉะนั้นแปลว่า อาจจะไม่ได้เข้าไปช่วยอุ้มบริษัทอสังหาฯแบบ 100% อาจจะไปช่วยแค่เฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อรายย่อย และทางด้านความเสียหายต่อสถาบันการเงินต่างๆ อาจจะให้สถาบันการเงินรับรู้ตามจริง และเข้าช่วยเหลือแค่บางส่วนเท่านั้น ดังนั้นต้องจับตาดูลักษณะความช่วยเหลือว่าจะออกมาในรูปแบบไหน แต่ก็คงส่งผลต่อตลาดในระยะสั้นทำให้มีแรงกระเพื่อมเล็กน้อย
และอีกปัจจัยสำคัญคือตัวเลขการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (เฟด) ที่คาดว่าน่าจะเห็นการส่งสัญญาณลดวงเงินซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)อย่างแน่นอน เพียงแต่ตัวเลขที่ออกมาจะเป็นตัวกำหนดตลาดว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน เพราะถ้าหากแผนปรับลดวงเงิน QE มีลักษณะทยอยลดลงประมาณ 1-1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ภาพก็จะเป็นบวก เพราะใช้เวลาอีกมากกว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อาจจะราว 8 เดือน หรือ 1 ปี
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยความไม่แน่นอนจากการปรับขึ้นภาษีนิติบุคคลสหรัฐฯ และการเข้าใกล้เส้นตายของเพดานหนี้สหรัฐฯ อีกด้วย ซึ่งทิศทาง Fund Flow ในฝั่งเอเชียส่วนใหญ่จะขึ้นกับการเคลื่อนไหวของค่าเงินสหรัฐฯ จะเห็นว่าในระยะสั้นค่าเงินสหรัฐฯแข็งค่าขึ้น รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ(Bond Yield)ก็ขยับขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นตลาดเหมือนจะเพิ่มการระมัดระวังมากขึ้น จึงอยากให้นักลงทุนระมัดระวังความผันผวนระยะสั้น
ฉะนั้น Fund Flow เคลื่อนไหวในทิศทางดังกล่าวอาจจะกระทบในหุ้นขนาดใหญ่ แต่การเก็งกำไรในหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ก็จะไม่ค่อยมีผล จะเห็นว่าช่วงที่ผ่านมาหุ้นขนาดกลาง-เล็กหลายตัวเคลื่อนไหวได้ค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์ม / อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง เช่น พวกไม้อัด จะเริ่มเห็นหุ้นที่ขึ้นนำและหุ้นตัวอื่นที่เริ่มทยอยตามขึ้นมา นักลงทุนอาจจะลองไปเล็งว่าตัวไหนยังขึ้นน้อยกว่าและน่าจะมีโอกาสตามกลุ่มที่เป็นผู้นำขึ้นมาได้ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมปาล์ม รอบนี้เห็น VPO ขึ้นมาหนัก ก็จะเริ่มเห็นตัวอื่นที่ยัง Laggard อยู่ เช่น UVAN หรือ UPOIC ทางด้านอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง อย่าง VNG ที่นำขึ้นมา ตัวที่ตามอยู่อย่าง SKN ก็อาจจะเป็นตัวที่น่าสนใจในเรื่องของการเก็งกำไร
พร้อมให้แนวรับที่ 1,615-1,620 จุด และแนวต้านที่ 1,630 จุด
ด้าน บล.ไทยพาณิชย์ขอนำส่งบทวิเคราะห์ เคลื่อนไหวในกรอบ 1620-1640 จุด รอประชุมเฟด
กลยุทธ์การลงทุน:
คาด SET เคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1620-1640 จุด เนื่องจากยังขาดปัจจัยใหม่เข้ามาอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวและรอประชุมเฟดในวันที่ 21-22 ก.ย. ทั้งนี้แนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคา หากมีการ breakout กรอบใดกรอบหนึ่ง จะมีทิศทางที่ชัดขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าภาพรวมในช่วงนี้ มี downside จำกัด บริเวณ 1610-1614 จุด กลยุทธ์การลงทุนใช้การ Selective Buy หรือเก็งกำไรอย่างระมัดระวัง
ล็อคเป้าลงทุน :
> Selective buy ใน 2 ธีม 1) ธีมหลัก: หุ้นได้อานิสงส์เปิดประเทศเพิ่มขึ้น กระตุ้นกำลังซื้อ-หนุนภาคท่องเที่ยว AOT CRC BEM ZEN HMPRO BDMS SPALI ERW MINT 2) ธีม trading idea: 2.1) หุ้นส่งออกได้ประโยชน์บาทอ่อน KCE HANA TU NYT 2.2) commodity plays NER TWPC
> แนะนำ BEM คาดผ่านจุดต่ำสุดใน 3Q64 และฟื้นตัวแข็งแกร่งใน 4Q64 หนุนจากทยอยคลายล็อกดาวน์ และมี upside จากโอกาสชนะประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม และเก็งกำไร PSL TTA หลังดัชนีค่าระวางเรือขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี
> ราคาเหล็กปลายน้ำลดลงกระทบกับกลุ่มเหล็กในภาพรวม รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อ GLOBAL ด้วย
สถานการณ์อื่นๆ
ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนปิดทำการวันที่ 20-21 ก.ย. เนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์, ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการวันนี้เนื่องในวันผู้สูงอายุ และดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 24,640.43 จุด ลดลง 280.33 จุด (-1.12%)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB