หุ้นไทยวันนี้ (12 ต.ค.64) ปิดการซื้อขาย +10.20 จุด
หุ้นไทยวันนี้ (12 ต.ค.64) ปิดการซื้อขาย +10.20 จุด ที่ระดับ 1,643.64 จุด มูลค่าการซื้อขาย 93,081.47 ล้านบาท
หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่
AOT มูลค่าการซื้อขาย 7,542 ล้านบาท ปิดที่ 67.75 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท
CPALL มูลค่าการซื้อขาย 3,217 ล้านบาท ปิดที่ 64.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท
SVT มูลค่าการซื้อขาย 3,186 ล้านบาท ปิดที่ 6.55 บาท เพิ่มขึ้น 0.95 บาท
KBANK มูลค่าการซื้อขาย 2,960 ล้านบาท ปิดที่ 140.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท
TRUE มูลค่าการซื้อขาย 2,721 ล้านบาท ปิดที่ 4.30 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
หุ้นไทยวันนี้ (12 ต.ค.64) ปิดการซื้อขายเช้าเพิ่มขึ้น +7.33 จุด ระดับ 1,640.77 จุด มูลค่าการซื้อขาย 55,119.67 ล้านบาท
หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่
ขานรับ "เปิดประเทศ" หางาน-สมัครงาน ผ่านเว็บไซต์ "ไทยมีงานทำ" มีตำแหน่งว่างกว่า 2 แสนอัตรา
AOT มูลค่าการซื้อขาย 5,441.59 ล้านบาท ปิดที่ 67.75 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท
CPALL มูลค่าการซื้อขาย 2,454.11 ล้านบาท ปิดที่ 64.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท
TRUE มูลค่าการซื้อขาย 2,012.04 ล้านบาท ปิดที่ 4.34 บาท เพิ่มขึ้น 0.04 บาท
KBANK มูลค่าการซื้อขาย 1,978.81 ล้านบาท ปิดที่ 141.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท
BANPU มูลค่าการซื้อขาย 1,104.06 ล้านบาท ปิดที่ 13.60 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ค่อนข้างแข็งแกร่ง เคลื่อนไหวในแดนบวกสวนทางกับตลาดภูมิภาคที่ปรับตัวลดลง ปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นในประเทศที่ฟื้นตัวกลับขึ้นมาหลังจากที่เมื่อคืนนี้นายกรัฐมนตรีประกาศนโยบายการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวแบบไม่ต้องกักตัว ทำให้เห็นถึงทิศทางการบริโภคและการท่องเที่ยวที่มีโอกาสทยอยฟื้นตัวในช่วงถัดไป
ดังนั้น วันนี้หุ้นในธีม Reopenning ดึงตลาดขึ้นมาได้ค่อนข้างดี ไม่วาจะเป็นกลุ่มการเดินทางและสายการบินอย่าง AOT, AAV หรือหุ้นกลุ่มโรงแรม อย่าง MINT, CENTEL, ERW รวมไปถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศอย่าง CPALL อีกด้วย ด้านหุ้นกลุ่มธนาคารก็ได้รับผลประโยชน์จากการเห็นโอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากค่าเงินบาท โดยช่วงเช้าทิศทางค่าเงินบาทแข็งค่ามาที่ราว 33.5 บาท/ดอลลาร์ ทำให้ตลาดหุ้นบ้านเราเราโดนเด่นกว่าตลาดภูมิภาคค่อนข้างมาก
สำหรับแนวโน้มการลงทุนช่วงบ่ายนี้ คาดว่าตลาดบ้านเรายังคงยืนในแกว่งตัวแดนบวกได้ พร้อมให้แนวรับไว้ที่ 1,630 จุดและแนวต้านที่ 1,650 จุด
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้น่าจะ แกว่งตัวแบบไซด์เวย์ แม้ว่าควรจะปรับตัวลงตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศที่กังวลเรื่องของปัญหาเงินเฟ้อจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างราคาน้ำมัน ส่งผลให้ตลาดภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ในวันนี้ก็เปิดมาเป็นลบ 0.6-1% เช่น ตลาดเกาหลี เป็นต้น
ราคาทองวันนี้ – 12 ต.ค. 64 ปรับราคา 5 ครั้ง รูปพรรณบาทละ 28,400
เมอร์คยื่น FDA ขอใช้"ยาโมลนูพิราเวียร์"ต้านโควิด-19กรณีฉุกเฉินในสหรัฐ
YGG CHAPTER 2 ต้นไม้ใหญ่แห่งโลกดิจิทัล รุกเทคโนโลยีใหม่-ผนึกพันธมิตรสู่ธุรกิจต้นน้ำ
แต่เชื่อว่าตลาดหุ้นบ้านเราจะตอบรับในเชิงบวกจากนโยบายการเปิดประเทศเชิงรุกของนายกรัฐมนตรีที่ประกาศออกมาเมื่อคืน น่าจะเป็นส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และในตลาดหุ้นก็มีหุ้นหลายตัวที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบายดังกล่าว จึงแนะนำการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการ Reopening เช่น หุ้นกลุ่มค้าปลีก โรงแรม และสายการบิน
พร้อมให้แนวรับแรกที่ 1,630 จุด และแนวรับถัดไปที่ 1,625 จุด ส่วนแนวต้านให้ไว้ที่ 1,645 จุด
ด้านนายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาวันนี้ขานรับนโยบายเปิดประเทศที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกแถลงเมื่อคืนนี้ นำโดยกลุ่มเดินทางและขนส่ง อย่าง AOT, กลุ่มโรงแรม และกลุ่มโรงพยาบาลที่ได้รับประโยชน์จากการเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะบ้านเราการท่องเที่ยวถูกกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 มานาน หากเปิดประเทศมีความหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้
นอกจากนั้นเช้านี้ดัชนี SET ทะลุแนวต้านสำคัญที่ 1,640 จุด จึงปรับเปลี่ยนมาเป็นแนวรับใหม่ที่ 1,640 จุด ส่วนแนวต้านให้ไว้ที่ 1,650-1,658 จุด
ด้าน บล.ไทยพาณิชย์ขอนำส่งบทวิเคราะห์
เตรียมเปิดประเทศเป็นปัจจัยบวกระยะสั้น แต่กรอบบนยังดูจำกัด
กลยุทธ์การลงทุน:
คาด SET ได้รับปัจจัยบวกการเตรียมเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย. อย่างไรก็ตาม มองเป็นปัจจัยบวกระยะสั้น โดยคาดตลาดน่าจะรอดูผลตัวเลขนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามามากกว่า ขณะที่ความกังวลด้านเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น กดดันภาวะการลงทุน ทำให้กรอบบนยังถูกจำกัดที่แนวต้าน 1640-1648 จุด ด้านกรอบล่างอยู่ที่แนวรับ 1630 และ 1620 จุด ตามลำดับ กลยุทธ์การลงทุนใช้การ Selective Buy หรือเก็งกำไรอย่างระมัดระวัง
ล็อคเป้าลงทุน:
> พอร์ตหลักเน้นหุ้นเชิงรับ 1) หุ้นที่คาดกำไร 3Q64 เติบโตทั้ง YoY, QoQ BBL KBANK BDMS RJH 2) หุ้นที่ได้อานิสงส์คลายล็อกดาวน์เพิ่มเติม MINT ERW CRC SPALI
> พอร์ตเทรดดิ้ง 1) หุ้นพลังงานที่ได้ momentum เชิงบวกจากราคาน้ำมันทรงตัวสูง BCP PTTEP TOP 2) หุ้นที่ได้อานิสงส์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เป็นขาขึ้น IVL
> Conviction Call แนะนำซื้อ/Long หุ้น BCP, TOP ธุรกิจโรงกลั่นฟื้นตามค่าการกลั่นที่ปรับขึ้น ธุรกิจการตลาดมีปริมาณขายเพิ่มขึ้นจากการเปิดเมือง และระยะสั้นหลีกเลี่ยงการลงทุน/Short หุ้น CBG, TU ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นกดดันกำไร 3Q64 ลดลงทั้ง YoY, QoQ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB