หุ้นไทย (8 พ.ย.64) ปิดการซื้อขายเช้า +0.14 จุด
หุ้นไทย (8 พ.ย.64) ปิดการซื้อขายเช้า +0.14 จุด พร้อมหลักทรัพย์ซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์
หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่
KBANK มูลค่าการซื้อขาย 3,846.04 ล้านบาท ปิดที่ 149.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท
GUNKUL มูลค่าการซื้อขาย 3,591.82 ล้านบาท ปิดที่ 4.82 บาท ลดลง 0.58 บาท
AOT มูลค่าการซื้อขาย 3,007.55 ล้านบาท ปิดที่ 67.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท
DELTA มูลค่าการซื้อขาย 1,872.82 ล้านบาท ปิดที่ 414.00 บาท ลดลง 38.00 บาท
GPSC มูลค่าการซื้อขาย 1,736.00 ล้านบาท ปิดที่ 75.50 บาท ลดลง 3.00 บาท
นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงแรก ๆ ดัชนีฯบวกได้ดี แต่ต่อมาก็อ่อนตัวลงมายืนในลักษณะทรงตัว จากแรงกดดันหุ้น DELTA จากปัจจัยเฉพาะตัว และเผชิญแรงขายจากหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าหลังราคาหุ้นปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้ ขณะที่หุ้นในกลุ่มพลังงานฟื้นตัวได้ตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นไป และหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวก็ได้แรงหนุนจากยาเม็ดต้านโควิดของบริษัทไฟเซอร์ แต่ก็ยังมองตลาดฯยังไม่แข็งแรงมากนัก
ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้เคลื่อนไหวไซด์เวย์ในแดนบวกเล็กน้อยเป็นส่วนใหญ่ ในช่วงรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อทั้งของสหรัฐฯ และยูโรโซน ส่วนบ้านเราก็ยังต้องติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันพุธที่ 10 พ.ย.นี้ และติดตามการปรับน้ำหนักลงทุนของ MSCI ในันที่ 11 พ.ย.นี้
แนวโน้มการลงทุนในช่วงบ่ายนี้ นายวีระวัฒน์ กล่าวว่า ตลาดฯคงจะแกว่งไซด์เวย์ทรงตัวในกรอบ 1,620-1,630 จุด
นายกิติชาญ ศิริสุขอาชา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์รายย่อย บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นได้หลังจากชัดเจนเรื่องนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ราคาทองวันนี้ – 8 พ.ย. 64 ปรับราคา 5 ครั้ง รูปพรรณบาทละ 28,900
อุตุฯ เผย มวลอากาศเย็นระลอกใหม่ คาดเข้าไทย 9 พ.ย.
และตลาดฯก็รับรู้ไปพอควรแล้วว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนงวดไตรมาส 3/64 บ้านเราไม่ดี
และน่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ แต่ในไตรมาส 4/64 ถึงปี 2565 หลังเปิดประเทศแล้วมองว่าเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น และงบฯของบริษัทฯก็จะดีขึ้นไปด้วย
นอกจากนี้ ตลาดฯน่าจะได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นแรง 3.1% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตอบรับผลประชุมกลุ่มโอเปกพลัสที่เพิ่มกำลังการผลิต 4 แสนบาร์เรลต่อวัน ทำให้หุ้นในกลุ่มน้ำมันน่าจะกลับมาคึกคักได้ และกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยในวันศุกร์ว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร เพิ่มขึ้น 531,000 ตำแหน่งในเดือน ต.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 450,000 ตำแหน่ง จากระดับ 312,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. ทำให้คาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันจะดีขึ้นด้วย ส่งผลให้ตลาดฯวันนี้น่าจะได้รับแรงหนุนจากหุ้นในกลุ่มพลังงาน
อย่างไรก็ดี ให้ติดตามการปรับน้ำหนักลงทุนของ MSCI ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 พ.ย.นี้ และติดตามการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงยังต้องติดตามจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศต่อไปด้วย
ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบไม่มาก พร้อมให้แนวรับ 1,620 จุด ส่วนแนวต้าน 1,636 จุด
กลยุทธ์ลงทุนจาก บล.ไทยพาณิชย์ ภาวะการลงทุนที่ผ่อนคลายขึ้นหนุนการฟื้นตัว
กลยุทธ์การลงทุน :
คาด SET ปรับขึ้นได้ ด้วยบรรยากาศการลงทุนที่ผ่อนคลาย หลังประชุมธนาคารกลางต่างๆ ยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย และมองเงินเฟ้อเร่งตัวแค่ชั่วคราว รวมถึงผลทดลองเชิงบวกยาเม็ดต้านโควิดของไฟเซอร์ สร้าง Sentiment เชิงบวก โดย SET มีแนวต้านถัดไปที่ 1630 และ 1637 จุด ตามลำดับ ส่วนแนวรับที่คาดเป็นจุดรองรับได้อยู่ที่ 1615-1620 จุด กลยุทธ์การลงทุนใช้การ Selective Buy หรือเก็งกำไรอย่างระมัดระวัง
ล็อคเป้าลงทุน:
> พอร์ตหลักเน้นลงทุนหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และกำไรยังมี momentum ที่ดี เลือก 1) หุ้น domestic Plays ราคาหุ้นยังไม่ตอบสนองปัจจัยพื้นฐานมากนัก BEM BDMS ADVANC BTS VGI PLANB 2) หุ้นโรงไฟฟ้าที่คาดแนวโน้มกำไรจากการดำเนินงาน 2H64 แข็งแกร่ง GULF BGRIM GPSC
> พอร์ตเทรดดิ้ง เก็งกำไรหุ้นที่คาดกำไร 3Q64 ออกมาดีกว่าตลาดคาด และ momentum กำไรในระยะถัดไปอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น เลือก LH SPALI BCP BEM
> Conviction Call แนะนำ trading หุ้น reopening AOT MINT หลังสหรัฐและไทยเริ่มเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีน หนุนการเดินทางท่องเที่ยวและจำนวนเที่ยวบินมากขึ้น
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB