วิกฤตแบงก์สหรัฐฯเจ๊ง โบรกฯประเมิน 5 ผลกระทบ คาดหุ้นไทยผันผวนแนะถือเงินสด 10 –20%
สหรัฐฯสั่งปิดสถาบันการเงินถึง 3 แห่ง ในรอบไม่กี่สัปดาห์ทั้ง ซิลเวอร์เกต, ซิลิคอนแวลลีย์ และรายล่าสุดซิกเนเจอร์ เป็นผลมาจากการขึ้นดอกเบี้ยแรง ทำให้คุณภาพสินทรัพย์ลดลง และลูกค้าแห่ถอนเงิน จับตาวันนี้ เฟด ประชุมฉุกเฉินรับมือวิกฤต . ล่าสุดโบรกฯ ประเมินผลกระทบจากประเด็นนี้ 5 ข้อ คาดอาจทำให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนตามสหัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มแบงก์-เทคโนโลยี แนะถือเงินสดบางส่วน 10-20% ประเมินกรอบเคลื่อนไหว SET Index 1,580-1,610 จุด
จากการกรณีหน่วยงานด้านกำกับกิจการการเงินของสหรัฐฯ สั่งปิดธนาคารในประเทศจำนวน 3 แห่ง ได่แก่ ธนาคารซิลเวอร์เกต (Silvergate Bank) ธนาคารซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley Bank) และล่าสุด ธนาคารซิกเนเจอร์ (Signature Bank) จากปัญหาเงินขาดสภาพคล่อง หลังลูกค้าแห่ถอนเงินออกจากธนารคาคจำนวนมาก ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่าจะสร้างผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังสถาบันการเงินอื่น ๆ หรือตลาดการเงินในสหรัฐฯ
ล่าสุด ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส (ASPS) ประเมินผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว 5 ประเด็น ได้แก่
1. ต้นเหตุของการล่มสลายสามารถเกิดขึ้นกับธนาคารอื่นได้ทั่วไป จากปัญหาขาดสภาพคล่อง และการปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทสตาร์ทอัพ (Start up) มากจนเกินไป ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการผิดนัดชำระหนี้ ขณะที่เช้านี้ทางการสหรัฐฯ ยังมีการสั่งปิดธนาคารเพิ่มเติมคือ ธนาคารซิกเนเจอร์ เพื่อจำกัดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น พร้อมทั้งย้ำถึงจุดยืนในการประกันเงินฝากของสถาบันการเงิน
2. ทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยอาจจะลดความร้อนแรงลง โดยธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือ เฟด (Fed) จัดการประชุมฉุกเฉิน ในวันนี้ 13 มี.ค. 66 เวลา 11.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อถกปัญหาดังกล่าว รวมถึงทบทวนและตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้า ซึ่งอาจมีโอกาสที่ เฟด จะขึ้นดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในการประชุม 22 มี.ค. นี้ ขณะที่ Fed Watch Tool ให้น้ำหนักสูงถึง 82.6%
3. เงินดอลลาร์อ่อนค่า จากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยที่แตกต่างกันระหว่าง เฟด กับ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยตลาดคาดการณ์วันที่ 22 มี.ค.นี้ เฟด จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% มาอยู่ 5% ส่วน ECB มีรอบการประชุมที่เร็วกว่า วันที่ 16 มี.ค. คาดจะขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่า 0.5% มาอยู่ที่ 3.5%รวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงถดถอย (Recession)
4. โอกาสเกิดเศรษฐกิจถดถอยอาจสูง เนื่องจากปัญหาของ SVB อาจเห็นผลกระทบได้หลายทาง ตั้งแต่การแห่ถอนเงิน (Bank Run) โดยเฉพาะธนาคารขนาดเล็ก , การขาดทุนจากการขายตราสารหนี้เพื่อรักษาสภาพคล่องเพื่อป้องกัน Bank Run, ธุรกิจที่ฝากเงินไว้กับ SVB Bank อาจขาดสภาพคล่องในการทำธุรกิจ
5. เกิดความผันผวนในตลาดการเงินไปอีกระยะหนึ่ง ตั้งแต่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) โดยเมื่อวันศุกร์ (10 มี.ค.66) ปรับตัวลงมาราว -5.2% ถึง -5.8% ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงมากว่า -1.1% ถึง -2.9% ทำให้บริษัทที่น่ากังวล ได้แก่ บริษัทที่มีเงินฝากเป็นจำนวนมาก ธนาคารขนาดเล็กที่มีบัญชีเงินฝากมากกว่าจำนวนที่กฎหมายคุ้มครอง 250,000 ดอลลาร์ เป็นจำนวนมาก และธนาคารที่มีผลการขาดทุนทางบัญชี (Unrealized loss) อยู่ในพอร์ทเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตามกระแส SVB Bank ล้มละลาย กดดันตลาดหุ้นโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทย (SET) อาจผันผวนในช่วงนี้แต่ คาดว่ากระทบต่อตลาดหุ้นไทยจำกัด
ขณะที่ผลกระทบทางตรง ฝ่ายวิจัยฯ ได้ค้นหาว่า SVB ถือหุ้นใดในบริษัทจดทะเบียนไทยบ้าง ซึ่งยังไม่เห็น SVB Bank ติดรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ในหุ้นไทย แต่ในอีกมุมเห็นมี ETF หรือ กองทุนรวมดัชนี ที่มีการลงทุนใน SVB Bank ได้แก่ KRE etf 2.34% , XLF etf 0.41% และกองทุนในประเทศไทย ได้แก่ KT-FINANCE , TUSFIN , ONE-GLOBFIN , KWI-USBANK, BFINTECH เป็นต้น
สรุปคือ ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสผันผวนตามสหรัฐในช่วงนี้ แต่ในอีกมุมเสถียรภาพทางการเงินสหรัฐที่ลดลง กดดันให้ค่าเงินสหรัฐที่พลิกกลับมาอ่อนค่า และค่าเงินในเอเชียรวมถึงบาทที่พลิกกลับมาแข็งค่าต่ำกว่า 35 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง หนุนให้ต่างชาติที่ลงทุนในไทยมีโอกาสได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และตัดสินใจย้ายเม็ดเงินจากสหรัฐฯบางส่วนกลับมาสะสมตลาดหุ้นไทยบ้าง ภายใต้ดัชนีที่ต่ำกว่า 1,610 จุด
อย่างไรก็ตาม คาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) จะได้รับ Sentiment เชิงลบอันเนื่องมาจากปัญหาสถาบันการเงินในสหรัฐ แต่ยังมองว่าแนวรับ 1,580 จุด น่าจะรองรับได้ ส่วนแนวต้าน 1,610 จุด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยแนะนำถือเงินสดบางส่วน 10 –20% ส่วนหุ้นที่อาจผันผวนในช่วงสั้นคือ หุ้นกลุ่ม BANK, TECH แต่หุ้นที่น่าจะได้รับความสนใจมากขึ้น คือ หุ้นกลุ่ม Real Sector อย่าง กลุ่มอาหาร ค้าปลีก รับเหมาก่อสร้าง โรงไฟฟ้า รวมถึงกลุ่มพลังงานที่ได้ประโยชน์จากดอลลาร์อ่อนค่า
นอกจากนี้นักลงทุนน่าจะกลับมาโฟกัสเลือกหุ้นที่งบดุลแข็งแกร่งมากขึ้น โดยฝ่ายวิจัยคัดกรองหุ้นที่เหมาะสมกับการรับมือความกังวลประเด็น Stagflation ผ่านเงื่อนไขต่าง ๆ ดังนี้
1. มีเกราะป้องกันดอกเบี้ยขาขึ้น เป็นหุ้นที่มีภาระหนี้สินต่ำ (D/E 4Q22 < 1 เท่า)
2. มีเกราะป้องกันภาวะเงินเฟ้อ เป็นหุ้นที่มีความยืดหยุ่นต่อการกำหนดราคา (Net
Profit Margin > 7%)
3. เป็นหุ้นพื้นฐาน ฝ่ายวิจัยแนะนำซื้อ มี Upside
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB