หุ้นไทยลุ้นชี้ชะตานายก ยุบก้าวไกลไม่กระทบลงทุน
นักลงทุนมองกรณียุบพรรคก้าวไกลส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยในวงจำกัด ไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล แต่สิ่งสำคัญที่จับตาคือคดีนายกรัฐมนตรี 14 ส.ค. นี้
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทย โดยล่าสุด (9 ส.ค. 67) ดัชนี SET Index เปิดตลาดที่ระดับ 1,298.46 จุด
โดยมองว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค 11 คน ไม่กระทบกับบรรยากาศการลงทุนในภาพรวมมาก เพราะไม่ได้กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ไม่ได้มีการปลุกระดมมวลชนทำการเมืองนอกสภา และล่าสุดมีการจัดตั้งพรรคใหม่แล้ว
ในทางกลับกันจำนวนสส.ฝ่ายค้านที่ลดลง ยิ่งเป็นการเพิ่มความเข้มแข็งให้กับฝ่ายรัฐบาล
แต่ตอนนี้ที่ตลาดกำลังจับตาเป็นหลัก คือ คดีใหญ่ในวันที่ 14 ส.ค. นี้ ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยกรณี 40 สว. ยื่นคำร้องถอดถอนนายเศรษฐา ทวีสิน จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
โดยนายณัฐพล ระบุว่า ตั้งแต่ที่ศาลรับคำร้อง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมาก ดัชนี SET index ร่วงลงมาจาก 1,370 จุด มาอยู่ที่ระดับ 1,270 จุด (ทั้งนี้ มีผลกระทบจากกรณีของ EA ด้วย)
ซึ่งหากศาลตัดสินเป็นคุณต่อนายกรัฐมนตรี กรณีนายกฯ ได้ไปต่อ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเบิกจ่ายงบประมาณเร่งตัวขึ้น ดิจิทัลวอลเล็ตเดินหน้าต่อ ดัชนี SET Index มีโอกาสฟื้นตัวกลับขึ้นมาอยู่ที่ 1,320 จุด แต่หากนายกโดนถอดถอน เกิดสุญญากาศทางการเมือง SET Index มีโอกาสปรับลดลง 7-10% มาอยู่ที่ระดับ 1,240-1,270 จุด
“นักลงทุนน่าจะให้น้ำหนักในเรื่องของปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก เพราะก่อนหน้านี้มันมีตั้ง 3 คดี คดีนายทักษิณ นายเศรษฐา และพรรคก้าวไกล กดดันบรรยกาศค่อนข้างเยอะ และทำให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกไป”
กรณีนายกฯ ได้ไปต่อ หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์คือ Domestic play กลุ่มค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต รวมถึงกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนภาครัฐ
"เบรกแดนซ์" กีฬาชนิดใหม่ที่บรรจุในโอลิมปิก 2024
แต่หากนายกฯ ไม่ได้ไปต่อควรดูที่หุ้น Global play หรือกลุ่มโรงพยาบาล พลังงาน ซึ่งไม่โดนผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองในประเทศ
นอกจากนี้ยังต้องจับตาเสถียรภาพทางการเมือง หากนายกเศรษฐาไม่ได้ไปต่อ แล้วนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะมาจากพรรคการเมืองเดิมหรือไม่ ซึ่งส่งผลต่อนโยบายรัฐบาลในระยะต่อไปด้วย
ก่อนหน้านี้ นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ประเมิน 3 ฉากทัศน์ ผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญกรณีคดีนายกเศรษฐา
กรณีที่หนึ่ง หากศาลฯ ตัดสินเป็นคุณต่อนายเศรษฐา จะทำให้กระบวนการบริหารราชการแผ่นดิน ในปัจจุบันยังดำเนินต่อไปได้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 2.5% ในปี 67 และ 3.0% ในปี 68
กรณีที่สอง หากศาลฯ ตัดสินไม่เป็นคุณต่อนายเศรษฐา และนำมาสู่กระบวนการสรรหานายกฯ ใหม่ แต่ยังได้นายกฯ ที่มาจากพรรคเพื่อไทย จะทำให้กระบวนการจัดทำงบประมาณ ปี 2568 ล่าช้าไป 1 ไตรมาส คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 2.3% ในปี 67 และ 2.7% ในปี 68
กรณีที่สาม สถานการณ์เลวร้ายที่สุด หากศาลฯ ตัดสินไม่เป็นคุณต่อนายเศรษฐา และนำมาสู่กระบวนการสรรหานายกฯ ใหม่ แต่ไม่สามารถสรรหานายกฯ ภายในไตรมาส 3 ซึ่งจะกระทบกับกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2568 ล่าช้าไป 2 ไตรมาสเป็นอย่างน้อย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 2.0% ในปี 67 และ 2.5% ในปี 68
ทั้งนี้ ทั้ง 3 ฉากทัศน์ ยังไม่รวมผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งหากเข้ามาภายในไตรมาส 4 อย่างที่รัฐบาลตั้งใจไว้ มองว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตได้อีก 0.2% ในปีนี้ และ 0.5% ในปีหน้า
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB