เช็กแนวโน้มค่าเงินบาท-หุ้นสัปดาห์หน้า จับตา 2 ปัจจัยใหญ่
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินแนวโน้ม ค่าเงินบาทและภาพรวมหุ้นไทยตลอดสัปดาห์หน้า ท่ามกลางปัจจัยใหญ่ที่ต้องจับตา ทั้งเลือกตั้งสหรัฐฯ-ประชุมดอกเบี้ยเฟด
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า สัปดาห์ระหว่างวันที่ 4-8 พ.ย. ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 33.50 - 34.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามได้แก่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ (5 พ.ย.) ผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟด (6-7พ.ย.) ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือน ต.ค. ของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติและสกุลเงินเอเชียอื่นๆ
โดยเฉพาะค่าเงินหยวนขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่สำคัญได้แก่ ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือน ก.ย. ดัชนีPMI/ISM ภาคบริการเดือน ต.ค.จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเบื้องต้นสำหรับเดือน พ.ย.
นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามผลการประชุม BOE (7 พ.ย.) รวมถึงดัชนี PMI ภาคบริการเดือน ต.ค. ของจีนอังกฤษญี่ปุ่นและยูโรโซนด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนค่าลงช่วงปลายสัปดาห์ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ยังมีแรงหนุนต่อเนื่องในช่วงโค้งสุดท้ายนับถอยหลังสู่วันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยเงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์สอดคล้องกับภาพรวมของสกุลเงินอื่นๆในภูมิภาคนำโดยเงินเยนซึ่งเผชิญแรงขายท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองในญี่ปุ่นสวนทางกับเงินดอลลาร์ฯที่ได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกแข็งค่าในช่วงกลางสัปดาห์โดยได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ของราคาทองคำในตลาดโลกเงินบาทกลับมาอ่อนค่าอีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์โดยทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 7 สัปดาห์ที่ 33.92 บาทต่อดอลลาร์ฯ
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงขายทำกำไรทองคำในตลาดโลกขณะที่เงินดอลลาร์ฯยังคงแข็งค่าขึ้นท่ามกลางมุมมองของตลาดที่ประเมินความเป็นไปได้ที่นายโดนัลด์ทรัมป์อาจชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯครั้งนี้(The Trump Trade)
ในวันศุกร์ที่1 พ.ย. 2567 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.90 บาทต่อดอลลาร์ฯเทียบกับระดับ 33.79 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (25 ต.ค. 67)
สำหรับสถานะพอร์ตการ ลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 28 ต.ค. - 1 พ.ย. 2567 นั้นนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 9,644 ล้านบาทและมีสถานะอยู่ในฝั่ง NetOutflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 4,892 ล้านบาท(แบ่งเป็นขายสุทธิพันธบัตร 4,890 ล้านบาทและตราสารหนี้หมดอายุ2 ล้านบาท)
ด้านแนวโน้มตลาดหุ้นไทย สัปดาห์ถัดไป (4-8พ.ย.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,450 และ 1,435 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,475 และ 1,490 จุดตามลำดับ
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามได้แก่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ การประชุมเฟด (6-7 พ.ย.) ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนต.ค. ของไทย ผลประกอบการไตรมาส 3/2567 ของ บจ.ไทยและทิศทางเงินทุนต่างชาติส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM/PMI ภาคบริการเดือนต.ค. ตัวเลขนำเข้าและส่งออกเดือน ก.ย. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่นๆได้แก่ การประชุม BOE ดัชนี PMIภาคบริการเดือน ต.ค. ของยูโรโซน ญี่ปุ่น และจีน รวมถึงตัวเลขการส่งออกเดือนต.ค.ของจีน
สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวนระหว่างสัปดาห์ แต่กลับมาปิดใกล้เคียงระดับปิดสัปดาห์ก่อน หุ้นไทยปรับตัวลงช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ตามแรงขายทำกำไรของนักลงทุนระหว่างรอปัจจัยใหม่ๆ เข้ามากระตุ้นตลาด นำโดยกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่งจากผลประกอบการไตรมาส 3/2567 ที่ออกมาน่าผิดหวัง
อย่างไรก็ดี หุ้นไทยดีดตัวขึ้นแรงในเวลาต่อมาซึ่งสวนทางตลาดหุ้นภูมิภาค โดยมีแรงหนุนหลักๆ จากความหวังต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หลังกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าจีดีพีไทยปีหน้าจะโตได้ 3% หุ้นไทยย่อตัวลงเล็กน้อยช่วงท้ายสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนมีความระมัดระวังระหว่างรอติดตามข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ช่วงปลายสัปดาห์นี้ ตลอดจนผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ และผลการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า
ในวันศุกร์ที่1พ.ย.2567 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,464.17 จุดเพิ่มขึ้น 0.05% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน
ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 40,425.26ล้านบาทลดลง 16.85%จากสัปดาห์ก่อนส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 0.33% มาปิดที่ระดับ 338.22 จุด
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB