เทคนิค มองหากองทุน Thai ESG ช่วงปลายปีไว้ลดหย่อนภาษี
ช่วงปลายปีแบบนี้ หลายคนเริ่มมองหากองทุนมาใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี และหนึ่งในประเภทกองทุนที่มาแรง คือ Thai esg Money trick ก็เลยจะมาบอกเทคนิคการมองหากองทุนประเภทนี้
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า กองทุน ThaiESG Fund มีจุดประสงค์เพื่อการออมเงินในระยะยาวอย่างยั่งยืน โดยมีนโยบายลงทุนในประเทศผ่านสินทรัพย์ เช่น หุ้นหรือตราสารหนี้ ที่มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือความยั่งยืน ซึ่งต้องได้การันตีจาก SET ESG Ratings ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่น้อยกว่า 80% ของทรัพย์สินสุทธิ (NAV)
ซึ่งรัฐบาลได้ปรับเงื่อนไขของการถือครอง และนำไปลดหย่อนภาษี คือ ลงทุนได้สูงสุดไม่เกิน 3 แสนบาท
และถือครองอย่างน้อยเพียงแค่ 5 ปี และปัจจุบัน มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการของกองทุนนี้อยู่ที่ราว 7 พันล้านบาท
เฟส 2! รัฐเตรียมแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทให้ "กลุ่มผู้สูงวัย"
ที่นี่มาดูประเภทของกองทุน Thai ESG คือ
1. แบบกองที่ลงทุนในตราสารหนี้ และตราสารทุน ซึ่งตราสารหนี้ปัจจุบันมีเพียง 1 กอง เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการความเสี่ยงมากนัก ส่วนอีกแบบคือตราสารทุน แบบนี้จะมีมากกว่า เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้ระดับหนึ่งแต่ผลตอบแทนก็จะมากขึ้นด้วยเช่นกัน
2. กองทุนที่ลงทุนแบบเชิงรุกเชิงรับ เชิงรับคือแบบ Passive ไม่เน้นแบกความเสี่ยงสูงปัจจุบันมี 3 กองให้เลือก ต่อมาแบบลงทุนเชิงรุก Active มีความเสี่ยงสูงกว่าแต่มีโอกาสได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมีอยู่ 30 กองให้เลือก ซึ่งสามารถไปดู Style การลงทุนและเลือกที่เหมาะกับตัวคุณได้ในหนังสือชี้ชวน เพราะแต่ละแบบมีข้อดี ข้อเสียต่างกัน เลือกให้เหมาะกับตัวคุณเองจะดีที่สุด
3. เหมาะกับคนที่อยากได้ ‘ปันผล’ อยากรับเงินสดระหว่างทาง เลือกลงทุนกองทุน ThaiESG ชนิดที่มีการจ่ายเงินปันผลได้ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 13 กองทุนด้วยกัน
เทคนิคการเลือกกองทุน
เลือกจาก Universe ของการลงทุน ส่วนใหญ่กองทุนจะลงทุนเปิดกว้างไว้ก่อน อย่าง Thai Esg นี้ จะยึดที่ลงทุนในหุ้นที่มีการจัดอันดับ ESG Rating โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งในปี 2566 มีอยู่ 193 บริษัท
Concentration Ratio ให้ประเมินว่าน้ำหนักของหุ้น 5 ตัวแรกในพอร์ตนั้นไม่ควรเกิน 40%
Performance Measurement จะใช้อัตราส่วน Sharpe Ratio และ Information Ratio ในการวัดผล โดย อัตราส่วนทั้ง 2 ตัวนี้ยิ่งมีค่ามากจะยิ่งดี เนื่องจากแปลว่าผู้จัดการกองทุนสามารถบริหารกองทุนให้ได้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรหรือเกณฑ์มาตรฐานได้มาก ก็สามารถไปดูได้จากกองทุนแต่ละแห่งรายงานออกมาเป็นประจำทุกเดือน
สุดท้าย ค่าธรรมเนียม ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจริงจากกองทุนรวม ไม่ควรเกินระดับ 2% เนื่องจากอัตราผลตอบแทนคาดหวังของตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับต่ำมากอยู่แล้วในช่วงหลัง หากเผชิญกับการเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงอีก โอกาสที่กองทุนจะสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มหรือ Alpha จะยากตามไปด้วย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB