นวลพรรณ ล่ำซำ (มาดามแป้ง) ลาออก จากตำแหน่งกรรมการ ดุสิตธานี
นวลพรรณ ล่ำซำ (มาดามแป้ง) ลาออก จากตำแหน่งกรรมการ ดุสิตธานี แจงเหตุผล มีหลายบทบาทต้องรับผิดชอบ ทั้งธุรกิจ กีฬา สังคมสงเคราะห์ หวั่นกระทบบทบาทกรรมการ
บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีแจ้งกรรมการลาออก คือ นางนวลพรรณ ล่ำซำ ได้ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการ เนื่องจากนางนวลพรรณ ล่ำซำ มีหลายบทบาทหน้าที่ทั้งด้านธุรกิจ ด้านงานสังคมสงเคราะห์ โดยเฉพาะด้านกีฬา ซึ่งต้องบริหารงานแบบเต็มเวลา ซึ่งอาจจะกระทบต่อเวลาในบทบาทการเป็นกรรมการบริษัท
ดังนั้น นางนวลพรรณ ล่ำซำ จึงขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทฯ โดยมีผลตั้งแต่วันอังคารที่ 26 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป
สำหรับปมขัดแย้ง "ดุสิตธานี" กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งเมื่อ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ได้เสนอวาระให้ถอดถอนนายชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ออกจากตำแหน่งกรรมการ ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ บมจ.ดุสิตธานี ในเดือน ก.ย. นี้ และนายชนินทธ์ ได้ตั้งโต๊ะนัดแถลงข่าวด่วนถึงปมขัดแย้งดังกล่าวทันที
โดยจุดเริ่มต้นมาจาก ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย สิ้นและได้มอบหมายให้ นายชนินทธ์ เป็นเสาหลักในการดูแลกิจการของบริษัทชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ดุสิตธานี
ต่อมา น้องทั้งสองคนได้ร่วมกันใช้เสียงโหวตเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการเดิมที่ ท่านผู้หญิงชนัต กำหนดไว้ เพื่อแก้ไขอำนาจกรรมการ หลังจากนั้น ร่วมกันปลด นายชนินทธ์ ออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทชนัตถ์และลูก จำกัด รวมถึงการปลดออกจากการเป็นกรรมการทุกบริษัทในกองมรดก นายชนินทธ์ จึงจำเป็นต้องใช้สิทธิตามกฎหมาย
ต่อมาในช่วงโควิด ได้มีการตกลงที่จะแบ่งกองมรดกออกเป็น 3 ส่วน โดยทุกฝ่ายตกลงให้ นายชนินทธ์ ได้หุ้นทั้งหมดในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ในขณะที่น้องแต่ละคนได้หุ้นในอีกสองบริษัท และให้นำทรัพย์สินอื่นๆ มาชดเชยกันให้เป็นธรรมและเท่าเทียมกันสำหรับทุกฝ่าย แต่ในภายหลัง ทั้งสองคนเปลี่ยนใจไม่ยอมรับข้อตกลงนั้น ซึ่ง นายชนินทธ์ เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของน้องทั้งสอง น่าจะเป็นผลมาจากโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส เกิดขายดีกว่าที่คิด หลังจากโควิดจบลง
และจุดพีคล่าสุดคือ พยายามถอดถอน นายชนินทธ์ ออกจากตำแหน่งกรรมการในดุสิตธานี เพื่อแต่งตั้งบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับคนนอกครอบครัวเข้ามาควบคุมอำนาจบริหาร ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อ บมจ. ดุสิตธานี แต่ยังเป็นการเปิดทางให้คนนอกครอบครัวเข้ามายึดกิจการที่ครอบครัวสร้างมาอีกด้วย ซึ่ง การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการและความพยายาม Take Over เป็นสิ่งที่น่ากังวลที่สุด
โดยในการแถลงนั้น นายชนินทธ์ กล่าวถึงบุคคลภายนอกคือ กลุ่มเซนทรัล ทำให้ต่อมา บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ออกมาชี้แจง โดยปัจจุบัน เซ็นทรัลพัฒนาถือหุ้นในดุสิตธานีจำนวน 145,238,320 หุ้น คิดเป็น 17.09% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของดุสิตตั้งแต่ปี 2561 และได้ร่วมลงทุน เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับดุสิตธานีในการพัฒนาโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งใช้งบลงทุนมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท และยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในการตัดสินใจดำเนินการของ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็น กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ และบริหารงานใน ดุสิตธานี
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB