ปี 2026 ไม่ใช่ปีเสี่ยงสุดตัว! K WEALTH ชี้ “The Great Repricing” เปลี่ยนวิธีลงทุนทั่วโลก
ตลาดการเงินเข้าสู่จุดเปลี่ยน หุ้น-สินทรัพย์เดิมประเมินแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป ชี้ 4 ธีมลงทุนสำคัญ รับโลกเศรษฐกิจยุคใหม่
K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย เผยบทวิเคราะห์การลงทุนปี 2026 ระบุว่า ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ภายใต้ปรากฏการณ์ “The Great Repricing” หรือการปรับมูลค่าสินทรัพย์ครั้งใหญ่ หลังกติกาเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งด้านนโยบายรัฐ ภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางการลงทุนระยะยาวของโลก
โดยระบุว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะอยู่ในช่วงปลายวัฏจักร แต่ยังสามารถเดินหน้าต่อได้ จากแรงหนุนของการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิต
สภาพคล่องในระบบที่ยังอยู่ในระดับสูงจากการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมา รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐที่ยังดำเนินต่อเนื่อง ทำให้การชะลอตัวไม่รุนแรงเหมือนในอดีต
ขณะเดียวกัน โอกาสการลงทุนเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น โดยกำไรของบริษัทจดทะเบียนเริ่มกระจายออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่ตลาดและอุตสาหกรรมอื่น ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ ส่งผลให้ภาพรวมผลตอบแทนมีแนวโน้มสมดุลและหลากหลายกว่าเดิม
นางสาวศิริพร สุวรรณการ, CFA, CFP® Chief Investment Officer ของ K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่ตลาดประเมินมูลค่าสินทรัพย์จากมุมมองใหม่ ไม่ได้พิจารณาเพียงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่จะให้น้ำหนักกับปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาวมากขึ้น ทั้งทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ อุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งของมหาอำนาจต่อห่วงโซ่การผลิตและการขนส่งของโลก
เมื่อกติกาเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน ตลาดจึงต้องตั้งราคาสินทรัพย์ใหม่ หุ้นและธีมการลงทุนแบบเดิมไม่สามารถประเมินมูลค่าแบบเดิมได้อีกต่อไป และตลาดจะให้มูลค่ากับสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากภูมิทัศน์ใหม่ของโลกมากที่สุด
เจาะ 4 ธีมการลงทุนเด่น ปี 2026
1. ปลายวัฏจักร แต่สภาพคล่องยังพยุงเศรษฐกิจ
K WEALTH มองว่า ปี 2026 ไม่ใช่ปีของภาวะถดถอยหรือวิกฤต เศรษฐกิจโลกยังขยายตัว โดยแรงขับเคลื่อนเริ่มย้ายจากประเทศพัฒนาแล้วไปสู่ประเทศเกิดใหม่ กำไรบริษัทและอัตราการผิดนัดชำระหนี้ยังอยู่ในระดับดี เปิดโอกาสลงทุนทั้งหุ้นและตราสารหนี้ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ และความตึงเครียดทางการเมืองยังคงอยู่ ทำให้การกระจายการลงทุนและการบริหารความเสี่ยงมีความสำคัญมากขึ้น
กลยุทธ์หลักคือการจัดพอร์ตหลัก (Core Portfolio) ที่กระจายการลงทุนทั่วโลกและหลายสินทรัพย์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเศรษฐกิจใดเศรษฐกิจหนึ่ง
2. จากตลาดกระจุกตัว สู่การกระจายตัวของหุ้นทั่วโลก
ปี 2026 จะเห็นการหมุนเงินลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ไปสู่หุ้นพื้นฐานดีในภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะเอเชีย ซึ่งมีปัจจัยขับเคลื่อนที่หลากหลาย ทั้งจีนที่มีโอกาสฟื้นจากฐานกำไรต่ำ และอินเดียที่เติบโตจากอุปสงค์ในประเทศและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีเอเชีย เช่น ไต้หวันและเกาหลีใต้ ยังมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก แต่ราคายังไม่ปรับขึ้นแรงเท่าสหรัฐฯ
นักลงทุนที่พอร์ตกระจุกตัวในสหรัฐฯ ควรเริ่มกระจายสู่ตลาดเกิดใหม่ เพื่อเพิ่มสมดุลและโอกาสการเติบโตระยะถัดไป
3. AI คลื่นลูกที่สอง โอกาสอยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน
AI ยังเป็นวัฏจักรการลงทุนระยะยาว โดยเม็ดเงินลงทุนสะสมทั่วโลกอาจสูงถึงหลายล้านล้านดอลลาร์ แต่หลังหุ้นเทคโนโลยีปรับขึ้นแรง ตลาดเริ่มมองหาโอกาสใน “คลื่นลูกที่สอง” ซึ่งอยู่ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI เติบโตได้จริง เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งเป็นคอขวดสำคัญของการขยายตัว AI
K WEALTH แนะนำเพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ที่ได้อานิสงส์จากการลงทุนรอบใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล
4. ตราสารหนี้คุณภาพสูง เกราะป้องกันพอร์ต
บทบาทของตราสารหนี้ในปี 2026 จะเปลี่ยนจากการเก็งกำไรทิศทางดอกเบี้ย มาเป็นแหล่งรายได้สม่ำเสมอ ท่ามกลางนโยบายการเงินที่แตกต่างกันของธนาคารกลางหลัก และความผันผวนที่อาจเพิ่มขึ้นจากนโยบายสหรัฐฯ และปริมาณพันธบัตรใหม่ในตลาด
ทั้งนี้ K WEALTH แนะนำเน้นตราสารหนี้คุณภาพสูง (Investment Grade) ให้ความสำคัญกับคุณภาพเครดิต เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงและคุ้มค่าต่อความเสี่ยง
K WEALTH สรุปว่า ปี 2026 ไม่ใช่ปีของการลงทุนแบบเสี่ยงสุดตัว แต่เป็นปีของการลงทุนอย่างมีแผน มีวินัย และเข้าใจบทบาทของเงินลงทุนในระยะยาว ผู้ที่ปรับพอร์ตได้สอดรับกับกติกาโลกใหม่ จะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก “The Great Repricing” มากที่สุด
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB