"จิตติ" ชี้ ปีนี้ ราคาทองอาจ ทะลุ6,000เหรียญได้ จับตาอิหร่าน-สหรัฐ และท่าทีทรัมป์
นายกสมาคมค้าทองคำ ชี้ ปีนี้ราคาทอง อาจทะลุ 6,000 เหรียญ/ออนซ์ได้ หลังล่าสุด ทะลุ 5,000 เหรียญ ไปแล้ว ช่วงนี้ ต้องจับตา อิหร่านสหรัฐ และท่าทีทรัมป์
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ บอกว่า ราคาทองคำเวลานี้ปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าที่คาดการณ์ โดยในปีนี้คาดว่า ราคาทองคำโลกจะปรับตัวขึ้นไปถึงระดับ 6,000 เหรียญต่อออนซ์ได้ หลังจากที่วันนี้ราคาทองคำโลกได้ทะลุ 5,000 เหรียญต่อออนซ์แล้ว ส่วนสาเหตุที่ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น มาจากปัญหาความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนเกิดความวิตกกังวลว่าจะเกิดสงครามขึ้น จึงหันมาซื้อทองคำเพราะมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 วันนี้ จะต้องติดตามประเด็นว่าอิหร่านจะดำเนินการอย่างไร และประธานาธิปดี ทรัมป์ จะพูดอะไรออกมาหรือไม่ เพราะจะส่งผลต่อราคาทองคำทั้งสิ้น
สำหรับนักลงทุน นายจิตติ ระบุว่า แม้ราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 7.5 หมื่นบาทต่อบาททองคำ หากมีเงินเย็นก็ยังสามารถเข้าซื้อได้ เพราะราคาทองคำที่ปรับตัวทะลุ 7 หมื่นบาททำให้นักลงทุนบางส่วนไม่กล้าซื้อทองคำเพราะมองว่าราคาทองคำค่อนข้างสูง ดังนั้น หากต้องการเข้าซื้อก็ให้เพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากราคาทองคำมีโอกาสที่จะพักฐาน แต่หากมีเงินเย็นก็แนะนำให้ซื้อทองคำไว้เพราะมองว่า ซื้อทองคำไว้ยังไงก็มีกำไรจากการลงทุน เพราะทองคำยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอีก
เมื่อถามว่า ราคาทองคำมีโอกาสจะเห็นที่ 1 แสนบาทต่อบาททองคำหรือไม่ นายจิตติ ระบุว่า ในปีนี้อาจจะยังไม่เห็น เพราะหากราคาทองคำจะปรับตัวถึง 1 แสนบาท ค่าเงินดอลลาร์จะต้องตกลงมาก
ด้าน YLG คาดราคาทองเคลื่อนไหวเหนือค่าเฉลี่ย มั่นใจ มีโอกาสเห็น 5,136-5,400 ดอลลาร์ เตือนหลังราคาพุ่งรอบนี้ อาจมีแรงขายทำกำไรได้
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า หากพิจารณาจากปัจจัยทางเทคนิค จะเห็นว่าทองคำยังเคลื่อนไหวเหนือเส้นค่าเฉลี่ยทุกระยะทั้งสั้น-กลาง-ยาว สะท้อนถึงแรงซื้อที่มีเข้ามาต่อเนื่อง ตราบใดที่ราคาทองคำยืนเหนือแนวรับบริเวณ 4,640 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ได้ มีโอกาสที่ราคาทองคำโลกจะพุ่งทดสอบ 5,100-5,136 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์มุ่งสู่ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ก่อนจะเกิดการปรับฐานขนาดใหญ่ เนื่องจากเริ่มมีสัญญาณเตือนในเชิงลบที่ชี้ว่า ราคามีโอกาสจะพักฐาน (หรือราคาอาจย่อตัวลงชั่วคราว) เพื่อสะสมกำลังใหม่ เนื่องจากราคาตอนนี้พุ่งสูงขึ้นจนอยู่ในสภาวะ "ซื้อมากเกินไป" (Overbought)
นอกจากนี้ ยังเริ่มเกิดสัญญาณขัดแย้งกัน (Divergence) ระหว่าง 'ราคา' และ 'ดัชนีวัดแรงแกว่งตัว (RSI)' ในกราฟระดับสัปดาห์ (Weekly) อีกด้วย ทั้งนี้ หากกรณีหลุดบริเวณ 4,640 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ มองว่าราคาจะปรับฐานก่อน แต่ยังคงมองว่าเป็นการพักตัวเพื่อขึ้นต่อ ตราบใดที่ราคายังคงสามารถยืนเหนือแนวรับบริเวณ 4,274 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ได้
อย่างไรก็ดีแม้ว่าเมื่อราคาทองคำปรับตัวขึ้นสูงจะส่งผลให้มีแรงขายทำกำไรสลับออกมาเป็นระยะ แต่วายแอลจีประเมินว่าเป็นแรงขายทำกำไรในระยะสั้นจากนักเก็งกำไร และจากกองทุน ETF รวมไปถึงบางประเทศที่ถือครองทองคำ แต่เรามองว่าธนาคารกลางส่วนใหญ่จะยังคงถือครองทองคำในระยะยาว โดยไม่ขายทำกำไรเพื่อกระจายพอร์ตเงินทุนทำรองระหว่างประเทศ ทำให้ธนาคารกลางจะยังคงซื้อสุทธิทองคำต่อเนื่องมากกว่าที่จะพลิกกลับมาเป็นขายสุทธิ
ทั้งนี้ หากดูจากแรงซื้อทองคำรอบตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม-มกราคมนี้ พบว่า มาจากแรงซื้อในทุกมิติและทุกกลุ่มนักลงทุน ประกอบด้วย
1. กลุ่มนักเก็งกำไรในตลาด COMEX จากกองทุนเฮดจ์ฟันและผู้จัดการกองทุน โดยในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 20 ม.ค. พบว่า จำนวนสถานะซื้อเพิ่มขึ้น 4,843 สัญญา สู่ระดับ 163,668 สัญญา ส่วนจำนวนสถานะขายของนักเก็งกำไรเพิ่มขึ้น 2,144 สัญญา สู่ระดับ 26,224 สัญญา ทำให้สถานะสุทธิในหมู่นักเก็งกำไรทองเป็น “สถานะซื้อสุทธิ” ที่ระดับ 137,444 สัญญา หรือคิดเป็นปริมาณ 427.53 ตัน บ่งชี้ว่า ดีมานด์นักลงทุนรายย่อย (retail investors) กำลังมีบทบาทสำคัญต่อราคาทองในตลาดขณะนี้
2. นักลงทุนสถาบัน กองทุน ETF กระแสเงินทุนที่ไหลเข้า-ออกกองทุน ETFs ทองคำทำให้นักลงทุนได้เห็นมุมมองของนักลงทุนรายใหญ่ที่ใช้กองทุน ETFs ทองคำเพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารพอร์ตการลงทุน ในปี 2568 พบว่ากองทุน ETF ทองทั่วโลกถือครองทองคำเพิ่มรวม 800.3 ตันสู่ระดับ 4,024.5 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ก่อนที่ครึ่งแรกขอเดือนม.ค. กองทุน ETF ทองทั่วโลกถือครองทองคำเพิ่มอีก 35.8 ตันสู่ระดับ 4,064.7 ตัน
3. ความต้องการจากจีน เดือนธันวาคม มีการถอนทองคำออกจากตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ (SGE) รวมทั้งสิ้น 115 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สะท้อนอุปสงค์ในภาพค้าส่งทองคำของจีนที่เริ่มฟื้นตัว เนื่องจากผู้ค้าปลีกเตรียมสต๊อกทองคำเพื่อการขายปลายปีและต้นปีซึ่งเป็นปัจจัยตามฤดูกาลก่อนเทศกาลตรุษจีน ขณะที่กองทุนทองคำ ETF ของจีนเกิดกระแสเงินทุนไหลเข้าในเดือนธันวาคมติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 โดยมีเงินไหลเข้าเพิ่ม 3.9 พันล้านหยวน (ประมาณ 545 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.8 ตัน) ด้านธนาคารกลางจีน(PBOC) รายงานการเข้าซื้อทองคำในเดือนธันวาคม ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 14 โดยได้ซื้อเพิ่มอีก 0.9 ตัน ณ สิ้นปี 2568 จีนมีทุนสำรองทองคำอย่างเป็นทางการรวมทั้งสิ้น 2,306 ตัน คิดเป็น 8.5% ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทั้งหมด
4. ความต้องการจากอินเดีย แม้ราคาทองคำที่ทะยานขึ้นจะกดดันแรงซื้อในส่วนของทองคำกายภาพ แต่การซื้อทองคำดิจิทัล (Digital Gold) ของคนอินเดียผ่านระบบชำระเงิน UPI (Unified Payments Interface)เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2568 มูลค่าธุรกรรมปรับขึ้นจาก 8,000 ล้านรูปี (ประมาณ 88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในเดือนมกราคม เป็น 21,000 ล้านรูปี (ประมาณ 231 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในเดือนธันวาคม หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าภายใน 1 ปี การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากความสะดวกในการซื้อ, การเข้ามามีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ซื้อหน้าใหม่และฐานนักลงทุนที่กว้างขึ้น, การเพิ่มขึ้นของผู้ให้บริการในตลาดทั้งจากฝั่งร้านทอง (jewellers) และแพลตฟอร์มฟินเทค (fintech)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB