ภาษีสหรัฐฯ 12.5% ยังไม่ใช่ตัวแปร ชี้ขาด "การลงทุน" ของไทย
Citi ชี้ภาษีสหรัฐฯ 12.5% ไม่ใช่ตัวแปรเดียวชี้ขาดการลงทุน แนะจับตาอัตราภาษีประเทศคู่แข่ง เปิดจุดแข็งข้อได้เปรียบไทย หนุนโอกาสดึง FDI ระยะยาว
รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มใช้มาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่กับประเทศคู่ค้า 60 ประเทศ ซึ่งครอบคลุมเกือบทั้งหมดของการค้าสหรัฐฯ ในอัตรา 10-12.5% โดยอ้างเรื่องการปราบปรามการใช้แรงงานบังคับซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกเก็บอัตราภาษีสูงสุด 12.5%
อัตราภาษี 12.5% ตัวตัดสินว่าใครชนะเกมลงทุนในภูมิภาค?
เพราะมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ในปัจจุบันมีการใช้เครื่องมือหลายรูปแบบและครอบคลุมหลายประเทศ แต่ประเด็นนี้อาจกำลังเป็นหนึ่งในตัวแปรที่จะเข้ามามีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน หรือไม่?
มุมมองของ Citi ที่บอกกับ PPTV Wealth
นางสาวนฤมล จิวังกูร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย มองว่าผลกระทบต่อการลงทุนของไทยไม่ควรพิจารณาจากอัตราภาษีเพียงตัวเลขเดียว แต่ต้องมองเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งและคู่ค้าสำคัญของไทย รวมถึงปัจจัยแวดล้อมด้านเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจโดยรวม
ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องติดตามคืออัตราภาษีที่ประเทศคู่แข่งและคู่ค้าได้รับผลกระทบ รวมถึงอัตราภาษีที่แท้จริงเมื่อเทียบกับไทย โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกันหรือแข่งขันกันเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
และการที่ไทยเผชิญอัตราภาษี 12.5% อาจส่งผลต่อการประเมินต้นทุนของบริษัทที่ทำธุรกิจระหว่างประเทศ แต่ผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนจำเป็นต้องพิจารณาในบริบทของประเทศคู่แข่งด้วย หากประเทศคู่แข่งได้รับอัตราภาษีในระดับใกล้เคียงกัน ความแตกต่างด้านภาษีอาจไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่นำมาชี้ขาด ขณะที่หากบางประเทศมีอัตราภาษีต่ำกว่ามาก ไทยอาจต้องประเมินความสามารถในการแข่งขันในด้านอื่นเพื่อชดเชยความแตกต่างดังกล่าว
ชี้ “จุดแข็ง” ไทย โครงสร้างพื้นฐานแข็งแกร่ง
นอกจากนี้ยังมองว่า นักลงทุนยังต้องประเมินว่าการตั้งฐานธุรกิจในประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถรองรับการดำเนินงานในระยะยาวได้หรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทต่างชาติปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและกระจายฐานการผลิต เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
นางสาวนฤมล กล่าวว่า ไทยยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนการลงทุน โดยเฉพาะกระบวนการอำนวยความสะดวกในการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญ
ดังนั้น แม้ไทยอาจมีอัตราภาษีที่แตกต่างจากบางประเทศ แต่ต้องประเมินภาพรวมว่าปัจจัยด้านอื่นสามารถชดเชยความแตกต่างดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด
ซึ่งเรื่องความสามารถในการแข่งขันของไทยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ไทยอยู่ในสถานะที่ค่อนข้างเป็นกลาง โดยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจและโครงสร้างรองรับที่แข็งแรง จึงไม่ควรประเมินความสามารถในการแข่งขันจากปัจจัยด้านภาษีเพียงอย่างเดียว
การตัดสินใจลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นการตัดสินใจระยะยาว 10-20 ปี ดังนั้นนักลงทุนจึงต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านประกอบกัน ไม่ใช่เพียงความแตกต่างของอัตราภาษี แต่รวมถึงความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทาน นโยบายภาครัฐ และสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ มองว่าไทยอาจได้รับประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยงของบริษัทต่างชาติ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจข้ามชาติไม่ได้จำกัดการลงทุนอยู่ในอุตสาหกรรมหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มีการกระจายฐานการผลิตและการลงทุนไปยังหลายพื้นที่ เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของการค้าโลก
กระแสเงินลงทุนจากบริษัทระดับโลกมีการกระจายตัวมากขึ้น ซึ่งสะท้อนว่า แม้สถานการณ์การค้าโลกยังมีความไม่แน่นอนและมาตรการภาษีจะเป็นปัจจัยที่เข้ามาเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการค้า แต่ไทยยังมีโอกาสดึงดูดการลงทุน หากสามารถรักษาจุดแข็งด้านปัจจัยพื้นฐาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนในระยะยาวได้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB