ดาต้าเซ็นเตอร์ 1.6 ล้านล้าน โอกาสครั้งใหญ่ของไทย แต่ต้องปั้นคน-ซัพพลายเชน
CIMB Thai ชี้ “ดาต้าเซ็นเตอร์” คือโอกาสครั้งใหญ่ของไทย แต่เม็ดเงินลงทุนกว่า 1.6 ล้านล้านบาท จะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพัฒนาซัพพลายเชนและทักษะแรงงาน พร้อมคงคาดการณ์ GDP ปีนี้โตเพียง 2% แต่หากไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในอีก 5 ปี ก็อาจยังโตไม่ถึง 3%
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กระแสการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญของอาเซียน และเป็นทั้งจุดขายและจุดแข่งขันของภูมิภาค โดยประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก แต่ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในระยะยาวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขายที่ดิน ไฟฟ้า หรือน้ำเท่านั้น หากไทยสามารถพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง เช่น สายไฟ แผงวงจรพิมพ์ (PCB) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และยกระดับทักษะแรงงานได้
ก็จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยก้าวเข้าสู่ซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ และต่อยอดสู่การส่งออกหรือขยายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นในอาเซียนได้ในอนาคต
สำหรับการที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อนุมัติส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์รวมกว่า 1.6 ล้านล้านบาทในช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา มองว่า ในระยะแรกผลบวกต่อเศรษฐกิจอาจยังไม่ชัดเจน เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าทุน แต่ในระยะต่อไป หากมีการเชื่อมโยงการลงทุนกับผู้ประกอบการไทย และพัฒนาสินค้าเพื่อรองรับอุตสาหกรรมดังกล่าว ก็จะช่วยเพิ่มการลงทุนภาคเอกชน ยกระดับการผลิต และสร้างโอกาสการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI ซึ่งยังเป็นจุดอ่อนของไทยเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้ดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันการเติบโตให้เกิน 3% ได้ในระยะ 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแรง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาทักษะแรงงานที่ยังไม่เพียงพอ โดยหากสามารถยกระดับผู้ประกอบการและแรงงานไทยได้จริง เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตได้ใกล้เคียง 3% แต่ยังต้องอาศัยการปฏิรูปด้านอื่นควบคู่กันไป
นายอมรเทพ กล่าวว่า ซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่า GDP ไตรมาส 2 ของปีนี้จะขยายตัว 1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ยังเป็นบวกแต่ต่ำกว่า 2% และมีความเป็นไปได้ที่จะหดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ โดยได้รับแรงกดดันจากการนำเข้าที่สูง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น และการบริโภคที่ชะลอตัว แม้มาตรการภาครัฐจะเริ่มช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงปลายไตรมาส 2 ก็ตาม ทั้งนี้คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้นในไตรมาส 3 และเร่งตัวในช่วงปลายปีจากภาคท่องเที่ยวและมาตรการสนับสนุนการใช้จ่ายของภาครัฐ แต่ทั้งปี 2569 ยังคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตเพียง 2%
ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มองว่า มาตรการกระตุ้นการบริโภคมีความจำเป็นในระยะสั้นเพื่อประคองเศรษฐกิจและช่วยลดผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่ไม่สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ เนื่องจากเมื่อสิ้นสุดมาตรการ การบริโภคมักกลับมาชะลอตัวเพราะรายได้ประชาชนเติบโตไม่ทันรายจ่าย จึงอยากเห็นมาตรการระยะยาวที่มุ่งสร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายรายได้สู่ภูมิภาค และยกระดับทักษะแรงงานมากกว่า
สำหรับกรณีที่มีข้อเสนอให้ต่ออายุมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เห็นว่า หากจะมีมาตรการเพิ่มเติมควรเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริง ไม่ใช่การแจกเงินแบบทั่วถึงทุกคน เพราะเม็ดเงินภาครัฐมีจำกัด และการใช้จ่ายที่มากเกินไปอาจส่งผลต่อฐานะการคลังและความสามารถในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต
ด้านแนวโน้มค่าเงินบาท ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ยังไม่แข็งแกร่งนัก โดยไตรมาส 2 และไตรมาส 3 มีแนวโน้มขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากการนำเข้าที่สูงและภาคท่องเที่ยวที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตาม มองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน เนื่องจากเงินเฟ้อสหรัฐไม่ได้เร่งตัวรุนแรงเหมือนช่วงหลังโควิด หากเป็นไปตามคาด เงินทุนต่างชาติอาจไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่มากขึ้น ส่งผลให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่ามาอยู่ที่ระดับ 33.1 บาทต่อดอลลาร์ หรืออาจแข็งค่าได้ถึง 32.6 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงปลายปี จากแรงหนุนของเงินทุนเคลื่อนย้ายและดุลบัญชีเดินสะพัดที่มีแนวโน้มกลับมาเกินดุล
ส่วนประเด็นการปิดกิจการและโรงงานในช่วงที่ผ่านมา มองว่า ยังไม่ใช่ความเสี่ยงรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย แม้จะมีข่าวการปิดกิจการมากขึ้น แต่ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากการแข่งขันและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่สิ่งสำคัญที่สุดในระยะยาวคือการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ หลังจากที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาคที่ขยายตัวมากกว่า 5% ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา
ด้านนางสาวปนิดา ตั้งศรีวงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมของอาเซียนในปัจจุบันมีเมกะเทรนด์ที่ชัดเจนที่สุดคือการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งกำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของทั้งภูมิภาค โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ที่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้ง Cloud Computing, Artificial Intelligence (AI), E-Commerce, Digital Financial Services และบริการออนไลน์ต่าง ๆ โดยอุตสาหกรรมดังกล่าวในอาเซียนได้พัฒนาต่อเนื่องจากสิงคโปร์ ขยายไปยังมาเลเซีย และล่าสุดคลื่นการลงทุนกำลังไหลเข้าสู่ประเทศไทยและอินโดนีเซีย พร้อมระบุว่าดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างผลคูณทางเศรษฐกิจและเม็ดเงินลงทุนต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งงานก่อสร้าง วิศวกรรม ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น อุปกรณ์ไอที และซอฟต์แวร์
ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ระบุว่ามีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนรวมประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ประกอบด้วยปี 2567 จำนวน 9 โครงการ มูลค่า 97,967 ล้านบาท / ปี 2568 จำนวน 26 โครงการ มูลค่า 491,625 ล้านบาท / ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 จำนวน 6 โครงการ มูลค่า 90,556 ล้านบาท / และเดือนพฤษภาคม 2569 จำนวน 3 โครงการ มูลค่า 913,838 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้กระจายไปสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ครอบคลุมระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ระบบทำความเย็นและระบบเครื่องกล งานโยธา โครงสร้างและอาคาร ค่าใช้จ่ายทางอ้อมและวิชาชีพ ที่ดินและการพัฒนาพื้นที่ ค่าใช้จ่ายอีพีซีและงานบริหารโครงการ ระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบบริหารอาคาร และระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงอุปกรณ์ไอที
นางสาวปนิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่นในหลายธุรกิจ เช่น การผลิตแผงวงจรพิมพ์และวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การผลิตอุปกรณ์และระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็นและโซลูชันด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ งานก่อสร้างและวิศวกรรม รวมถึงนิคมอุตสาหกรรม โดยมีกระแสการย้ายฐานการผลิตภายใต้นโยบาย China+1 ช่วยเร่งการลงทุนจากผู้ผลิตชั้นนำของไต้หวันและจีนเข้าสู่ประเทศไทย
ทั้งนี้ ซีไอเอ็มบี กรุ๊ป มีเครือข่ายใน 4 ประเทศหลักของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซีย พร้อมใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์เชื่อมโยงการให้คำแนะนำเชิงลึกและโซลูชันทางการเงินครบวงจรแก่ผู้ลงทุนและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB