คุณว่า "เงินมันคม" จริงหรือ? เมื่อการลงทุนกับ "เพื่อน" อาจเป็นจุดเสี่ยงทางธุรกิจ
คุณว่า "เงินมันคม" จริงหรือ? เมื่อการลงทุนกับ "เพื่อน" อาจเป็นจุดเสี่ยงทางธุรกิจ สัดส่วนการแบ่งหุ้น 49% + 49% + 2% บอกอะไรบ้าง และ “ถ้าวันหนึ่งทุกคนเห็นไม่ตรงกัน ใครจะเป็นคนตัดสินใจ?”
เมื่อการเริ่มต้นธุรกิจกับเพื่อน เป็นหนึ่งในภาพที่หลายคนคุ้นเคย เพราะความไว้ใจ ความสนิท และการรู้จักกันมานาน อาจทำให้การชวนกันลงเงิน ลงแรง และสร้างธุรกิจดูเป็นเรื่องง่าย แต่สิ่งที่ดูง่ายในวันที่ทุกคนยังเป็นเพื่อนกัน อาจกลายเป็นเรื่องยากในวันที่ธุรกิจมีเงิน มีผลกำไร มีการขยายกิจการ หรือมีความเห็นไม่ตรงกัน
“เพื่อน” อาจเป็นจุดแข็งในมิตรภาพ แต่อาจกลายเป็นจุดเสี่ยงทางธุรกิจ
งานวิจัย Friendship within Entrepreneurial Teams and its Association with Team and Venture Performance ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมิตรภาพภายในทีมผู้ประกอบการ พบว่า มิตรภาพสามารถช่วยให้เกิดการรวมตัวของทีมบริหารในธุรกิจใหม่ และมีส่วนสนับสนุนกระบวนการตัดสินใจและประสิทธิภาพของธุรกิจในช่วงเริ่มต้น
แต่ในบางสถานการณ์ มิตรภาพก็อาจมีทั้งผลบวกและผลลบต่อการเปลี่ยนแปลงสมาชิกในทีม ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของธุรกิจได้เช่นกัน สะท้อนว่า “ความเป็นเพื่อน” อาจมีประโยชน์ต่อการเริ่มต้นธุรกิจ แต่ความเป็นเพื่อนไม่สามารถรับประกันได้ว่า หุ้นส่วนจะเห็นตรงกันตลอดไป
ข้อมูลจาก Harvard Business Review มีบทความน่าสนใจหัวข้อ Why Cofounder Partnerships Fail - and How to Make Them Last เผยแพร่ในปี 2024 พบว่า สตาร์ทอัพ 43% มองว่า ท้ายที่สุดการทำธุรกิจอาจลงเอยด้วยการ "ซื้อหุ้นของผู้ร่วมก่อตั้งออก" เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างบุคคลและการแย่งชิงอำนาจ
ปมการ “แบ่งหุ้น” สะท้อนอำนาจ และการตัดสินใจ
มีกรณีศึกษาน่าสนใจอย่าง ปมร้อน FEDFE ระหว่าง “ยัต ชัยโสโร” และ "ต้า FEDFE" มีสัดส่วนการแบ่งถือหุ้น 3 ส่วนคือ ยัต ชัยโสโร 49% ต้า FEDFE 49% และแฟนยัต 2% รวมทั้งหมด 100% ตัวเลขนี้ดูเหมือนเป็นเพียงการแบ่งสัดส่วนความเป็นเจ้าของ แต่ในโลกธุรกิจ หุ้นไม่ได้สะท้อนแค่ “เงิน” ที่แต่ละคนใส่เข้ามาเท่านั้น
หากยังเกี่ยวข้องกับบทบาท ความรับผิดชอบ อำนาจในการตัดสินใจ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมก่อตั้ง สุดท้ายประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ “ใครถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์” แต่คือ “ถ้าวันหนึ่งทุกคนเห็นไม่ตรงกัน ใครจะเป็นคนตัดสิน?”
49% ไม่ใช่ 50% และ 2% ก็ไม่ใช่ 0% เท่ากับ ไม่มีผู้ถือหุ้นรายใดถือเกินครึ่งหนึ่ง แต่มี ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 2 คนมีสัดส่วนเท่ากัน และไม่มีใครสามารถอ้างได้จากตัวเลขเพียงอย่างเดียวว่า “ฉันถือหุ้นมากกว่า ดังนั้นฉันต้องเป็นคนตัดสินใจ” แต่ในทางกลับกัน การมีหุ้น 2% ก็ไม่ได้หมายความว่าคนถือหุ้นรายนี้ไม่มีความสำคัญ
เพราะโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่แท้จริงไม่ได้มีแค่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ แต่ต้องพิจารณาร่วมกับสิทธิออกเสียง โครงสร้างกรรมการ ข้อบังคับของบริษัท และข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้น เพราะฉะนั้นถ้ากลับมาคำถามว่า “ใครมีสิทธิในการตัดสินใจเรื่องอะไร?” มีงานวิจัยต่างประเทศ ชี้ว่า การแบ่งหุ้นตั้งแต่วันเริ่มต้นธุรกิจเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญของทีมผู้ก่อตั้ง
Thomas Hellmann และ Noam Wasserman ศึกษาผู้ก่อตั้งธุรกิจ 1,476 คน จาก 511 บริษัท พบว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของทีมผู้ก่อตั้ง แบ่งหุ้นเท่ากัน แต่ไม่ได้เกิดขึ้นจากความรู้สึกเรื่องความยุติธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความแตกต่างของผู้ก่อตั้ง เช่น การสร้างไอเดีย ประสบการณ์ในการทำธุรกิจ และเงินทุนที่แต่ละคนใส่เข้ามา
งานวิจัยดังกล่าวยังพบว่า การแบ่งหุ้นเท่ากันมีความสัมพันธ์กับมูลค่าก่อนการระดมทุนรอบแรกที่ต่ำกว่า สะท้อนว่า “การแบ่งหุ้น” ไม่ใช่เรื่องเล็ก และการตัดสินใจเพียงครั้งเดียวในวันเริ่มต้นธุรกิจอาจมีมูลค่ามหาศาลเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น และการแบ่งเท่ากันไม่ได้หมายความว่าจะยุติธรรมที่สุด ซึ่งหลักฐานจากงานวิจัยมองว่าการแบ่ง “เท่ากัน” ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกธุรกิจ
European Management Journal ปี 2024 ศึกษาสตาร์ทอัพในเยอรมนีจำนวน 24,194 แห่ง พบว่า ทีมที่มีการแบ่งสัดส่วนการถือหุ้นแบบไม่เท่ากัน มีความสัมพันธ์กับการเติบโตทางธุรกิจที่สูงกว่า และมีแนวโน้มเปิดรับสมาชิกใหม่เข้ามาในทีมมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกทีมควรแบ่งหุ้นแบบไม่เท่ากัน เพราะทั้งการแบ่งแบบเท่ากันและไม่เท่ากัน ต่างก็เป็นรูปแบบที่ใช้ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการและลักษณะของทีม
กลับมาที่ 49% - 49% - 2% จึงมีคำถามว่า คนถือหุ้น 49% สองคนมีบทบาทเท่ากันหรือไม่?
- ใครเป็นคนลงเงินมากกว่า?
- ใครทำงานเต็มเวลา?
- ใครเป็นคนสร้างไอเดีย?
- ใครมีประสบการณ์หรือเครือข่ายที่สำคัญต่อธุรกิจ?
และที่สำคัญที่สุด คนถือ 2% เข้ามาเติมคุณค่าอะไรให้กับบริษัท?
เพราะถ้าตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ การแบ่งหุ้นก็อาจเป็นเพียงการ “แบ่งตัวเลข” โดยไม่ได้ออกแบบโครงสร้างธุรกิจจริง ๆ
ดังนั้น ตัวเลข 49% จึงเป็นสัญญาณบางอย่างที่อาจทำให้เกิดปัญหาทางธุรกิจที่ไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียวแต่ “อำนาจ” และ “ความสัมพันธ์” ก็สามารถกลายเป็นชนวนสำคัญได้
วันนี้เป็นเพื่อนกัน พรุ่งนี้อาจเป็นหุ้นส่วน และวันหนึ่งอาจกลายเป็นคู่ขัดแย้งทางธุรกิจ
ดังนั้น การทำธุรกิจกับเพื่อนจึงไม่ได้หมายความว่าเราต้องไม่ไว้ใจกัน แต่หมายความว่า ต้องสร้างกติกาที่สามารถทำงานได้แม้ในวันที่เราไม่เห็นตรงกัน เพราะวันที่ทุกคนรักกัน กติกาอาจดูไม่จำเป็น แต่วันที่ทุกคนขัดแย้งกัน กติกาคือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจเดินต่อได้
ทำความเข้าใจ Dilution Effect
เรื่องการถือหุ้นไม่ได้จบที่วันตั้งบริษัท แต่มีอีกประเด็นที่ผู้ประกอบการต้องคิดตั้งแต่ต้นคือ “หุ้นส่วนวันนี้ อาจไม่ใช่หุ้นส่วนตลอดไป” เมื่อธุรกิจเติบโต อาจต้องเพิ่มทุน รับนักลงทุนใหม่ หรือเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น
ถ้ายกตัวอย่างโครงสร้างการถือหุ้น 49% - 49% - 2% วันหนึ่งมีนักลงทุนใหม่เข้ามาถือหุ้น 18%
สัดส่วนของผู้ถือหุ้นเดิมก็อาจลดลงตามโครงสร้างการเพิ่มทุนและการออกหุ้นใหม่
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Dilution Effect หรือ ผลกระทบที่ทำให้สัดส่วนการถือหุ้น หรือกำไรต่อหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมลดลง แล้ว “ถ้าพรุ่งนี้มีนักลงทุนเข้ามา ใครจะถูก Dilution Effect และจะเกิดอะไรขึ้นกับอำนาจในการตัดสินใจ?”
อ้างอิงงานวิจัยเรื่อง More Than a Split: Equity Distribution as a Process of Belief Updating in Light of Self-Concept ซึ่งเผยแพร่ใน Academy of Management Proceedings เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2026 ศึกษากระบวนการเจรจาแบ่งหุ้นของผู้ร่วมก่อตั้ง และพบว่า การเจรจาไม่ได้เกิดจากการประเมินตัวเลขอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการปรับความเชื่อของแต่ละฝ่ายระหว่างการเจรจา รวมถึง Self-concept หรือภาพที่ผู้ก่อตั้งมีต่อตัวเองด้วย เพราะตอนแบ่งหุ้น ไม่ได้กำลังแบ่งแค่ “เงิน” แต่กำลังแบ่ง “คุณค่าของแต่ละคน” ในสายตาของหุ้นส่วนด้วย
คนหนึ่งอาจคิดว่า “ฉันเป็นคนคิดธุรกิจนี้ขึ้นมา” อีกคนอาจคิดว่า “แต่ฉันเป็นคนเอาเงินมาใส่” อีกคนอาจคิดว่า “ถ้าไม่มีเครือข่ายของฉัน ธุรกิจนี้ก็เกิดไม่ได้” ทุกคนจึงอาจมีคำตอบที่แตกต่างกันว่า “ฉันควรได้กี่เปอร์เซ็นต์?”
ทั้งหมดจึงสะท้อนว่า ทำไมการแบ่งหุ้นจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนกว่าการหารตัวเลข 100% และที่เงินมันคมจนตัดเพื่อน ก็เพราะหุ้นทุกๆ 1% ก็มีความหมาย
และคำถามจริงของธุรกิจคือ ใครบริหาร? ใครเป็นกรรมการ? ใครมีสิทธิออกเสียง? เรื่องไหนต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น?
ไปจนถึงว่า ถ้ามีการเพิ่มทุน ใครต้องใส่เงิน? ถ้าเพื่อนคนหนึ่งลาออก ใครจะซื้อหุ้น? ถ้าใครต้องการขายหุ้น จะขายให้ใคร? และถ้าวันหนึ่งทุกคน “ไม่เป็นเพื่อนกันแล้ว” ธุรกิจจะเดินต่ออย่างไร?
ซึ่งล้วนเป็นคำถามที่ควรถามตั้งแต่วันที่ทุกคนยังรักและไว้ใจกัน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB