จับตาเทรนด์ “Longevity Food” เมื่อคนไทยอายุยืน แต่สุขภาพดีไม่ยืนตาม
Krungthai COMPASS ชี้ช่องว่างสุขภาพคนไทยขยายตัว พร้อม NCDs ที่เพิ่มขึ้น ทำให้การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมีบทบาทมากขึ้น คาดตลาด Longevity Food กลุ่มมูลค่าเพิ่มสูง แตะ 3.2 หมื่นล้านบาทในปี 2578
คนไทยกำลังอยู่ในยุคที่ “อายุยืนขึ้น” แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีช่วงเวลาที่สุขภาพดีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ข้อมูลจาก Krungthai COMPASS ชี้ว่า ช่องว่างระหว่างอายุขัยกับช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีของคนไทยกำลังกว้างขึ้น ขณะที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
โจทย์นี้กำลังทำให้เรื่อง “กินอย่างไรให้อายุยืนแบบสุขภาพดี” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผู้บริโภคอีกต่อไป แต่กลายเป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจอาหารไทย ผ่านตลาดที่เรียกว่า Longevity Food
อายุยืนขึ้น แต่ช่วงสุขภาพดีกลับสั้นลง
ข้อมูลช่วงปี 2559-2564 พบว่า อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มจาก 76.8 ปี เป็น 77.6 ปี แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน อายุขัยเฉลี่ยที่มีสุขภาพดี หรือ Healthy Life Expectancy กลับลดลงจาก 67.2 ปี เหลือ 65.8 ปี
นั่นหมายความว่า ช่วงเวลาที่คนไทยมีชีวิตอยู่พร้อมกับข้อจำกัดด้านสุขภาพ หรือ Healthspan Gap เพิ่มจาก 9.6 ปี เป็น 11.8 ปี
อีกด้านหนึ่ง จำนวนผู้ป่วย NCDs ของไทยก็คาดว่าจะเพิ่มจากประมาณ 22 ล้านคนในปี 2567 เป็นเกือบ 30 ล้านคนในปี 2578 ขณะที่โรคกลุ่มนี้สร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงถึงประมาณ 1.6-1.7 ล้านล้านบาทต่อปี
เมื่อปัญหาสุขภาพเริ่มกระทบทั้งคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ การดูแลสุขภาพตั้งแต่ก่อนป่วยจึงมีความสำคัญมากขึ้น และหนึ่งในเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ “อาหาร”
Longevity Food ไม่ได้หมายถึงอาหารสำหรับคนสูงวัยเท่านั้น
แม้คำว่า Longevity Food จะยังไม่มีนิยามที่ตายตัว แต่โดยหลักคืออาหารที่ช่วยสนับสนุนการมีสุขภาพดีให้นานขึ้น และสามารถกินได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนป่วยหรือผู้สูงอายุ
ตั้งแต่อาหารที่มีสารอาหารจำเป็น เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืช ไปจนถึงอาหาร Plant-based, Organic และ Functional Food ที่มีคุณสมบัติเฉพาะด้านสุขภาพ
ดังนั้น จุดสำคัญของตลาดนี้จึงไม่ใช่แค่คำว่า “สุขภาพ” บนฉลาก แต่เป็นการพัฒนาอาหารให้ตอบโจทย์สุขภาพได้ชัดเจนขึ้น และมีข้อมูลหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ
ตลาดไทยมีโอกาสโตมากกว่า 2 เท่า
Krungthai COMPASS ประเมินว่า ตลาด Longevity Food ในกลุ่มที่มีมูลค่าเพิ่มสูงของไทย จะขยายจากประมาณ 1.57 หมื่นล้านบาทในปี 2567 เป็น 3.20 หมื่นล้านบาทในปี 2578 หรือเติบโตเฉลี่ยประมาณ 6.7% ต่อปี
แรงหนุนสำคัญมาจากทั้งสังคมสูงวัย จำนวนผู้ป่วย NCDs ที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคมากขึ้น
ที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคไทยมีความเต็มใจจ่ายสำหรับสินค้าเพื่อสุขภาพในราคาที่สูงกว่าสินค้าทั่วไปประมาณ 10-20% ทำให้การแข่งขันของธุรกิจอาหารอาจไม่ได้อยู่ที่ “ขายให้ถูกกว่า” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ใครสามารถสร้างคุณค่าและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าได้มากกว่า
จากวัตถุดิบไทย สู่สินค้าอาหารมูลค่าเพิ่ม
ตัวอย่างของตลาดที่มีศักยภาพ คือ Functional Food ที่สามารถเชื่อมโยง “โภชนาการ” เข้ากับ “ผลลัพธ์ด้านสุขภาพ” เช่น เครื่องดื่มที่มีเบต้ากลูแคน หรือเครื่องปรุงรสโซเดียมต่ำ
ขณะเดียวกัน ไทยเองก็มีจุดแข็งเรื่องวัตถุดิบทางการเกษตรและความหลากหลายทางชีวภาพ หากนำมาพัฒนาต่อยอดด้วยงานวิจัยและองค์ความรู้ด้านสุขภาพ ก็มีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบในประเทศได้มากขึ้น
Krungthai COMPASS ยังประเมินด้วยว่า หากสามารถลดจำนวนผู้ป่วย NCDs ลงได้ 5% จะช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจจากภาระ NCDs ได้ประมาณ 1.41 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งคิดเป็นราว 4.4 เท่าของมูลค่าตลาด Longevity Food ที่ประเมินไว้ในปัจจุบัน
สุดท้ายแล้ว Longevity Food จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์อาหารเพื่อคนรักสุขภาพ แต่กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของผู้บริโภค จากการ “รักษาเมื่อป่วย” ไปสู่การ “ดูแลก่อนป่วย” และนี่อาจเป็นโจทย์ใหม่ที่ทำให้ธุรกิจอาหารไทยต้องแข่งขันกันด้วย นวัตกรรม งานวิจัย และคุณค่าด้านสุขภาพ มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB