“ซูบารุ” ดาวลูกไก่ค้างฟ้าแห่งวงการยานยนต์ กับตำนานความเก๋ากว่า 70 ปี
ย้อนอดีต “ซูบารุ” หนึ่งในแบรนด์รถยนต์ระดับตำนานจากญี่ปุ่น อีกหนึ่งดวงดาวที่ยังคงโดดเด่นในตลาดยานยนต์โลกแม้เวลาผ่านมานานกว่า 70 ปี
ญี่ปุ่นคือประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของแบรนด์รถยนต์ในตำนานจำนวนมาก รวมถึงแบรนด์ที่มีชื่อความหมายดีอย่าง “ซูบารุ” (Subaru) ซึ่งอยู่คู่ญี่ปุ่นและตลาดยานยนต์โลกมานานกว่า 70 ปี
ซูบารุมีความโดดเด่นในการผลิตรถยนต์ประเภท SUV (รถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูง) และขึ้นชื่อในเรื่องนวัตกรรมด้านยนตรกรรม ทั้งระบบขับเคลื่อนแบบสมมาตร (Symmetry AWD) และเครื่องยนต์แบบบ็อกเซอร์เอนจิน (Boxer Engine) รวมถึงระบบความปลอดภัย
ทำไมต้อง “ซูบารุ” ?
ที่มาของชื่อซูบารุต่างจากแบรนด์รถญี่ปุ่นอื่นเพราะไม่ได้มาจากชื่อหรือนามสกุลของผู้ก่อตั้งอย่างซูซูกิ (ซูซูกิ มิจิโอะ) หรือโตโยต้า (โทโยดะ คิอิจิโร) หรือฮอนด้า (ฮอนดะ โซอิจิโร) แต่มาจากความหมายของคำ ๆ นี้ที่แปลว่า การรวมเป็นหนึ่ง การร่วมแรงร่วมใจ และยังแปลว่า “ดาวลูกไก่”
ดาวลูกไก่ หรือไพลอาดีส (Pleiades) คือกระจุกดาว 7 ดวงในกลุ่มดาววัว ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแค่ 6 ดวง เป็นที่รู้จักในแทบทุกวัฒนธรรม รวมทั้งในวัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย ถึงขนาดถูกนำมาตั้งชื่อเป็นเพลงซูบารุ ของคุณทานิมูระ ชินจิ (และยังถูกแปลไทยมาเป็นเพลง ดาวประดับใจ)
เรื่องราวของการนำชื่อซูบารุมาใช้ เริ่มต้นที่การเป็นห้องปฏิบัติการวิจัยเครื่องบิน ซึ่งต่อมาคือบริษัทการบินนากาจิมะ (Nakajima Aircraft Company) โดยเป็นผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ให้กับญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ต่อมาหลังสงครามบริษัทถูกแบ่งออกเป็นบริษัทเล็ก ๆ หลายสิบแห่ง ก่อนที่ 5 แห่งในนี้ ได้แก่ ฟูจิโคเกียว (Fuji Kogyo) ผู้ผลิตสกู๊ตเตอร์, ฟูจิจิโดฉะ (Fuji Jidosha) ผู้ผลิตเครื่องยนต์, โอมิยะฟูจิโคเกียว (Omiya Fuji Kogyo) ผู้สร้างแชสซีรถยนต์, อุตสึโนะมิยะชาเรียว (Utsunomiya Sharyo) และบริษัทการค้าโตเกียวฟูจิซังเกียว (Tokyo Fuji Sangyo) จะตัดสินใจรวมตัวกันตั้งบริษัทขึ้นมาในปี 1953 และตั้งชื่อว่า ฟูจิเฮฟวีอินดัสทรีส์ (Fuji Heavy Industries; FHI)
FHI มีความสนใจในการต่อยอดจากรากฐานเดิมที่ผลิตเครื่องบิน ด้วยการพัฒนาและผลิตยานยนต์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เริ่มได้รับความนิยมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และตัดสินใจตั้งชื่อแบรนด์รถยนต์ของตัวเองว่า “ซูบารุ” เพื่อสะท้อนการรวมตัวกันของ 5 บริษัท
บริษัทยังได้ออกแบบโลโก้ของซูบารุให้เป็นดาว 6 ดวงเหมือนกับกระจุกดาวลูกไก่ โดยในโลโก้เวอร์ชันแรก ตำแหน่งของดาวจะตรงกับตำแหน่งของดาวลูกไก่บนท้องฟ้าจริง ๆ ก่อนจะกลายมาเป็นโลโก้ปัจจุบันในปี 1999 ซึ่งมีลักษณะเป็นดาวดวงใหญ่ 1 ดวง และดวงเล็กอีก 5 ดวง สะท้อนการรวมตัวกันของ 5 บริษัทจนทำให้เกิดดาวดวงใหญ่อย่าง FHI ขึ้นมา
รุกตลาดสหรัฐฯ และยืนหยัดได้จนถึงปัจจุบัน
การเดินทางของซูบารุเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1958 เมื่อพวกเขาเปิดตัวรถยนต์รุ่นแรก “Subaru 360” ในญี่ปุ่น ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีราคาไม่แพงและมีสมรรถนะที่ดี
Subaru 360 ยังถูกตั้งฉายาว่า “เต่าทอง” (Ladybug) เหมือนกับที่คนเรียกรถโฟล์ก Volkswagen Type 1 ว่า “ด้วง” (Beetle) บางคนบอกว่า นี่คือรถยนต์ราคาประหยัดคันแรกสำหรับทุกคนในญี่ปุ่น และหลังจากนั้นได้ออกรุ่นใหม่มาเรื่อย ๆ และครองใจชาวญี่ปุ่นได้ไม่ยาก
ซูบารุเริ่มขยายตลาดไปยังสหรัฐฯ ในปี 1968 ด้วยรถยนต์ Subaru 360 และถูกนิยามโดยชาวอเมริกันว่าเป็นรถที่ “น่าเกลียด แต่ราคาถูก และสมรรถนะดี”
ซูบารุได้รับความนิยมมากขึ้นในสหรัฐฯ หลังจากนั้น เพราะวิกฤตขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงระดับชาติ ทำให้ผู้ขับขี่ชาวอเมริกันสังเกตเห็นคุณค่าของซูบารุที่มีขนาดเล็กกว่ารถยนต์ของแบรนด์อื่นและประหยัดน้ำมันมากกว่า
พวกเขาให้การยอมรับซูบารุในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ที่น่าเชื่อถือและอเนกประสงค์ รวมถึงมีราคาไม่แพงมากและคุ้มค่าในด้านพลังงาน
เมื่อความนิยมในหมู่ชาวอเมริกันเพิ่มมากขึ้น ซูบารุตระหนักถึงโอกาสและความจำเป็นสำหรับการดำเนินการผลิตในสหรัฐอเมริกา จึงได้ก่อตั้งสำนักงานในเดลาแวร์ในปี 1968 ก่อนที่จะย้ายไปที่แคมเดน รัฐนิวเจอร์ซีในปี 2018 และตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ซูบารุแห่งแรกในสหรัฐฯ ที่รัฐอินเดียนาในปี 1989 เพื่อจะได้ไม่ต้องขนส่งซูบารุทุกคันมาจากญี่ปุ่น ประหยัดทั้งเวลาและต้นทุน
ปัจจุบัน สหรัฐฯ ถือเป็นตลาดสำคัญที่สุดของซูบารุ โดยประมาณ 70% ของยอดขายแต่ละปีมาจากตลาดสหรัฐฯ รองลงมาคือตลาดญี่ปุ่น 10%
ณ วันสิ้นปีบัญชี 3/2024 ซูบารุมียอดขายรถยนต์ทั่วโลกอยู่ที่ 976,000 คัน เพิ่มขึ้น 14.5% จากปีก่อนหน้า ส่วนยอดขายเฉพาะในสหรัฐฯ อยู่ที่ 763,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 20% จากปีก่อนหน้า บ่งชี้ว่า ซูบารุยังคงยืนหยัดและไปได้สวยในตลาดนี้ โดยมีส่วนแบ่งในตลาด 4%
หัวใจของซูบารุคือ “ความปลอดภัย”
นับตั้งแต่การพัฒนา Subaru 360 ซูบารุให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก โดยนับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา ขณะที่โลกยังไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักในการพัฒนาและผลิตรถยนต์ ซูบารุได้เริ่มการทดสอบความปลอดภัยจากการชน (Collision Safety Test) ของตัวเองแล้ว
นั่นทำให้ในปัจจุบัน รถยนต์ของซูบารุได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่มีผลการประเมินความปลอดภัยดีที่สุดในญี่ปุ่นและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ พร้อมรางวัลการันตี
ตัวอย่างเช่น Subaru Impreza และ Subaru Crosstrek (XV) ได้รับรางวัลสูงสุดด้านความปลอดภัยจากการชนในปี 2016 นอกจากนี้ Subaru Impreza ยังได้รับรางวัล Top Safety Pick+ ซึ่งเป็นรางวัลประจำปีสำหรับรถยนต์ที่มีสมรรถนะดีที่สุดของ IIHS (สถาบันประกันภัยเพื่อความปลอดภัยบนทางหลวง) ในสหรัฐฯ
ไม่ใช่แค่เรื่องของความปลอดภัย แต่นวัตกรรมที่เกี่ยวกับสมรรถนะการขับขี่นั้นไม่เป็นสองรองใครเช่นกัน
นวัตกรรมขึ้นชื่อตัวแรกของซูบารุคือ เครื่องยนต์บ็อกเซอร์เอนจิน เปิดตัวครั้งแรกในปี 1966 โดยติดตั้งระบบเกียร์ต่ำ มีโครงกระบอกสูบที่สมดุลและวางตรงข้ามกันในแนวนอน ซึ่งเป็นระบบที่ใช้แค่ในรถสปอร์ตหรูเท่านั้น ไม่พบในรถยนต์ทั่วไป
บ็อกเซอร์เอนจินที่วางตรงข้ามในแนวนอนจะมีลูกสูบหันหน้าออกจากกัน ทำให้ใช้พื้นที่ใต้ฝากระโปรงน้อยลงโดยไม่สูญเสียกำลัง จุดศูนย์ถ่วงที่ลดลงและการกระจายน้ำหนักที่สม่ำเสมอทำให้การควบคุมและเสถียรภาพของรถยนต์ซูบารุดีขึ้น รวมถึงช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ลดระดับเสียงและการสั่นสะเทือนอีกด้วย
ส่วนอีกนวัตกรรมที่สำคัญอย่างระบบขับเคลื่อน AWD แบบสมมาตร เปิดตัวครั้งแรกในปี 1986 ช่วยกระจายกำลังไปยังล้อทั้งสี่ เมื่อจับคู่กับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์เอนจิน ระบบ AWD แบบสมมาตรจึงมอบความเสถียร การยึดเกาะ และการควบคุมในระดับที่ยอดเยี่ยมในภูมิประเทศที่ท้าทายและในสภาพอากาศที่หลากหลาย
นวัตกรรมเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำชื่อเสียงของซูบารุในการผลิตรถยนต์ที่ปลอดภัยและมีความสามารถมากที่สุด จนเกิดมุกตลกขำขันในหมู่ผู้ใช้รถซูบารุว่า รถอาจจะไม่รอด แต่คนขับรอด
นอกจากนี้ ซูบารุยังเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่พัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขึ้นมา ในชื่อ “อายไซต์” (EyeSight) ด้วยการใช้กล้อง 2 ตัวที่วางตำแหน่งด้านซ้ายและขวาเหมือนกับดวงตาของมนุษย์ สามารถตรวจจับยานพาหนะและคนเดินถนนที่อยู่ข้างหน้าในแบบสามมิติ และเพื่อกำหนดระยะทาง รูปร่าง และความเร็วของวัตถุแต่ละชิ้นได้อย่างแม่นยำ ช่วยหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ ลดความเสียหาย และลดภาระของผู้ขับขี่ได้
สถานการณ์ปัจจุบัน
FHI เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นซูบารุคอร์ปอเรชัน (Subaru Corporation) ในปี 2017 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (TYO:7270) โดยตั้งแต่ปี 2005 มีผู้ถือหุ้นหลักคือ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประมาณ 20%
แต่โตโยต้าไม่ได้คิดจะควบรวมซูบารุเป็นบริษัทในเครือ และยืนยันว่า จะเคารพวัฒนธรรมองค์กรและเทคโนโลยีดั้งเดิมของซูบารุ
รายได้ของซูบารุวันสิ้นปีบัญชี 3/2024 อยู่ที่ 4.7 ล้านล้านเยน (ราว 1.1 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 24.6% ในส่วนของกำไรอยู่ที่ 4.68 แสนล้านเยน (1.09 แสนล้านบาท)
อย่างไรก็ดี แม้สถานการณ์ในภาพรวมระดับโลกของซูบารุจะเป็นไปในทิศทางบวก แต่สำหรับตลาดในประเทศไทยกลับดูไม่สู้ดีนัก
ก่อนหน้านี้ “ตันจง” (Tan Chong International Ltd; TCIL) กลุ่มบริษัทยานยนต์ในสิงคโปร์และจดทะเบียนในฮ่องกง ได้เปิดโรงงานประกอบรถยนต์ซูบารุแห่งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2019 ในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังในกรุงเทพฯ ถือเป็นโรงงานแห่งแรกของซูบารุในเอเชีย
โรงงานแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยเงินลงทุนเริ่มแรก 5 พันล้านบาท โดย TCIL ถือหุ้นไว้ 74.9% ส่วน Subaru Corporation ถือหุ้น 25.1% มีกำลังการผลิตรถยนต์ 100,000 คันต่อปี และจะส่งมอบรถยนต์ Subaru Forester มากกว่า 6,000 คันให้กับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปีแรกของการดำเนินงาน สามารถผลิตรถยนต์ได้สูงสุดถึง 4 รุ่น แต่จะเริ่มต้นด้วย Forester รุ่นที่ 5 ในรูปแบบ Complete Knock-down (CKD) หรือการประกอบรถยนต์ภายในประเทศ เพื่อจำหน่ายในประเทศไทย มาเลเซีย เวียดนาม และกัมพูชา
ยอดขายซูบารุในไทยไปได้สวยในปีแรกที่ตั้งโรงงาน ขายได้ 3,952 คัน แต่จากนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง ปี 2020 ขายได้ 1,715 คัน ปีต่อมาขายได้ 2,953 คัน แล้วลดลงมาที่ 2,282 คันในปี 2022 และเหลือ 1,682 คันในปี 2023
นั่นทำให้เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2024 ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) ว่า จะปิดไลน์ผลิตโรงงานในไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค. 2024 ระบุว่า “หลังการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบของ TCIL และ Subaru Corporation เราได้ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ โดยยุติโมเดล CKD) ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตจะไม่มีความยั่งยืน”
บริษัทเสริมว่า “โดยในปี 2025 เป็นต้นไป ตลาดการประกอบรถยนต์สำหรับไทย เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา จะเปลี่ยนไปเป็นการประกอบและนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น (CBU) ทั้งหมด”
ถึงอย่างนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า ซูบารุเป็นตัวเลือกในใจผู้ใช้รถจำนวนมากทั่วโลก ด้วยจุดเด่นด้านนวัตกรรมและความปลอดภัยผู้ขับขี่ ทำให้แบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นเก่าแก่กว่า 70 ปีรายนี้ ยังคงมีความแข็งแกร่งและโดดเด่นอย่างมาก ไม่ต่างจากดาวที่ยังอยู่ค้างฟ้าไม่ถูกดาวดวงอื่นส่องแสงกลบทับไป
และในกรณีนี้ ต้องเรียกว่าซูบารุเป็น “ดาวลูกไก่ค้างฟ้า” ต่างหากจึงจะถูก
เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) (9) (10)
ผลวอลเลย์บอลหญิงไทย ชนะ ฝรั่งเศส นัดที่ 2 ศึกเนชั่นส์ ลีก 2024 สัปดาห์ 2
1 มิ.ย.67! กฟน.ประกาศ “ดับไฟ” 11 พื้นที่ กทม.-สมุทรปราการ-นนทบุรี
ชวนสร้างมีม "ป้ายกรุงเทพ" จากเว็บ "BKK Sticker" ออกแบบได้ด้วยตัวเอง!
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB