“Bata” รองเท้าที่อยู่คู่คนไทยเกือบ 100 ปี แต่ความจริงมาจาก “เช็ก”
เปิดตำนานแบรนด์รองเท้าที่อยู่คู่สังคมไทยมาแล้วเกือบ 100 ปีอย่าง “บาจา” ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นแบรนด์ไทย ทั้งที่จริง ๆ แล้วมาจาก “เช็ก” ต่างหาก
รองเท้าคู่แรกในชีวิตของเด็กไทยส่วนใหญ่คือยี่ห้ออะไร? หลายคนอาจตอบว่า “บาจา” (Bata) เพราะหาซื้อได้ง่ายตามร้านค้าและห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน มีทั้งรองเท้าแตะ รองเท้าใส่เล่น หรือรองเท้านักเรียน ทำให้หากคิดถึงรองเท้าหลายคนจะนึกถึงบาจา
บาจาอยู่คู่กับคนไทยมาตั้งแต่ปี 1929 (พ.ศ. 2472) หรือเกือบ 100 ปีมาแล้ว จนหลายคนเชื่อว่านี่เป็นแบรนด์ไทย เพราะคิดว่า Bata มาจาก “บาทา” ที่แปลว่า “เท้า” แต่เลี่ยงอ่านให้สุภาพ ทั้งที่ความจริงแล้วมาจาก “สาธารณรัฐเช็ก” ต่างหาก!
ธุรกิจครอบครัว 3 พี่น้องบาจา
บริษัทบาจาเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรองเท้าชั้นนำของโลก ขายรองเท้าได้มากกว่า 150 ล้านคู่ต่อปี มีร้านค้าปลีกมากกว่า 5,300 แห่งในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย และมีโรงงานผลิต 21 แห่งใน 18 ประเทศ
บริษัทแบ่งออกเป็น 3 หน่วยธุรกิจ ได้แก่ Bata, Bata Industrials (รองเท้านิรภัย) และ AW Lab (รองเท้าสไตล์สปอร์ต) และมีแบรนด์อื่นอยู่ภายใต้บริษัทอีกมากกว่า 20 แบรนด์ เช่น North Star, Power, Bubblegummers, Sprint, Weinbrenner, Sandak และ Toughees ฯลฯ
แต่กว่าจะกลายเป็นอาณาจักรยิ่งใหญ่อย่างวันนี้ จุดเริ่มต้นของบาจาคือครอบครัวช่างทำรองเท้าในเมืองซลิน (Zlin) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสาธารณรัฐเช็กในปัจจุบัน
มีหลักฐานว่าครอบครัวบาจาเป็นช่างทำรองเท้ามาตั้งแต่ปี 1667 จนมาถึงยุคจักรวรรดิออสเตรียฮังการี ลูกหลานสายตรงรุ่นที่ 8 ชื่อ “โทมัส บาจา” สนใจอยากไปไกลมากกว่าการเป็นแค่ช่างทำรองเท้าในเมืองเล็ก ๆ และสนใจการทำธุรกิจตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี แต่ยังไม่มีลู่ทางอะไร
กระทั่งในปี 1894 พี่ชายของเขา “อันโตนิน บาจา” ได้ใบอนุญาตค้าขายประกอบธุรกิจผลิตรองเท้ามา ทำให้ โทมัส อันโตนิน และพี่สาวอีกคนที่ชื่อ “อันนา บาจา” ร่วมกันก่อตั้งธุรกิจ “Bata Shoe Company” ผลิตและจำหน่ายรองเท้าขึ้นมา
เหตุผลอะไรที่ทำให้เราสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน และจะแก้ไขอย่างไร ?
พวกเขาต้องการให้ธุกิจมีความแตกต่างจากการเป็นร้านทำรองเท้าแบบเดิม จึงจ้างคนงาน 10 คนเพื่อผลิตรองเท้าจำนวนมาก
แต่ธุรกิจเจอปัญหาใหญ่หลังเปิดตัวได้เพียง 1 ปี เมื่อรองเท้าที่ขายไม่ประสบความสำเร็จจนเริ่มมีปัญหาทางการเงิน และอันโตนินยังต้องไปร่วมสงคราม ทำให้พวกเขาเกือบล้มละลาย
เพื่อพลิกสถานการณ์ โทมัสจึงตัดสินใจเย็บรองเท้าจากผ้าใบแทนหนัง ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากและช่วยให้บริษัทมีรอดจากการล้มละลาย กลายเป็นเติบโตจนต้องเพิ่มพนักงานเป็น 50 คน
ปี 1897 บาจานำเครื่องจักรมาใช้ รวมถึงเครื่องจักรผลิตรองเท้าขับเคลื่อนด้วยไอน้ำเครื่องแรก เริ่มต้นยุคแห่งการปรับปรุงให้ทันสมัยอย่างรวดเร็ว
ปีต่อมาอันนาแต่งงานและขายหุ้นในส่วนของตัวเอง เหลือเพียงโทมัสและอันโตนิน
ยุคเครื่องจักร ยุคทองของบาจา
ในปี 1904 โทมัสอ่านบทความในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับเครื่องจักรที่ผลิตในสหรัฐฯ ดังนั้นเขาจึงเดินทางไปที่ลินน์ ใกล้นครบอสตัน ซึ่งขณะนั้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมรองเท้าของโลก เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจระบบการผลิตจำนวนมาก
หลังจากผ่านไป 6 เดือน เขากลับมาที่ซลินในปี 1905 และนำเทคนิคการผลิตด้วยเครื่องจักรมาใช้เต็มรูปแบบ สามารถผลิตรองเท้าได้ “วันละ 2,200 คู่” ทำให้บาจากลายเป็นผู้ผลิตรองเท้าจำนวนรายใหญ่ที่สุดในยุโรป ณ เวลานั้น
ผลิตภัณฑ์แรกที่มีการผลิตและจำหน่ายจำนวนมากคือ “บาทอฟกี” (Batovky) เป็นรองเท้าผสมผสานระหว่างหนังและผ้าใบ โดดเด่นด้วยความเรียบง่าย สไตล์ น้ำหนักเบา และราคาที่เอื้อมถึงได้ ทำให้รองเท้ารุ่นนี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว
ความสำเร็จจากบาทอฟกีช่วยกระตุ้นการเติบโตของบริษัท และมีการพัฒนารองเท้ารุ่นอื่น ๆ ตามมาที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่ในช่วงเวลานี้อันโตนินได้เสียชีวิตในปี 1908 ทำให้โทมัสกลายเป็นหัวหอกใหญ่สุดของบริษัท
บาจายังเริ่มส่งออกรองเท้าไปต่างประเทศครั้งแรกในปี 1909 โดยเริ่มต้นที่เยอรมนี ตามมาด้วยคาบสมุทรบอลข่านและตะวันออกกลาง
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ปะทุขึ้น บริษัทได้เติบโตไปอย่างมากเนื่องจากได้รับคำสั่งซื้อจากกองทัพ ตั้งแต่ปี 1914-1918 จำนวนพนักงานของบาจาเพิ่มขึ้น 10 เท่า บริษัทยังได้เปิดร้านค้าในหลายเมือง รวมถึงเมืองใหญ่จากปรากและเวียนนา
ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศเชโกสโลวาเกียที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยค่าเงินร่วงลงไป 75% ความต้องการสินค้าลดลง การผลิตลดลง และอัตราการว่างงานอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์
โทมัสรับมือวิกฤตการณ์โดยลดราคารองเท้าบาจาลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก เพราะในขณะที่คู่แข่งส่วนใหญ่ถูกบังคับให้ปิดกิจการเนื่องจากวิกฤต แต่บริษัทบาจากลับขยายตัวจากความต้องการรองเท้าราคาถูกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ชีวิตพนักงานคือความรับผิดชอบของบริษัท
อีกเหตุผลที่ทำให้บาจาฝ่าวิกฤตมาได้ คือการขอความร่วมมือลดค่าจ้างพนักงานซึ่งขณะนั้นมีอยู่มากกว่า 1,500 คนลง 40% หรือเกือบครึ่งหนึ่ง แต่บริษัทจะรับผิดชอบเรื่องความเป็นอยู่ให้
หลังบริษัทรอดมาได้จากความร่วมแรงร่วมใจจากพนักงาน และเติบโตอย่างต่อเนื่อง โทมัสยังคงเชื่อว่า ธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อชีวิตพนักงาน จึงจัดหาที่อยู่อาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล ห้องสมุด และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจให้กับพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นโรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า ห้องเต้นรำ และบาร์เอสเปรสโซ ไปจนถึงสระว่ายน้ำ
ซลินกลายเป็นเมืองโรงงานบาจาจนมีชื่อเล่นว่า “บาจาวิลล์” โดยมีทั้งโรงฟอกหนัง โรงอิฐ โรงงานเคมี โรงงานผลิตอุปกรณ์เครื่องกลและร้านซ่อม โรงงานสำหรับการผลิตยาง โรงงานเยื่อกระดาษและกระดาษแข็งสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์ โรงงานผ้าสำหรับซับในรองเท้าและถุงเท้า โรงงานขัดรองเท้า โรงไฟฟ้า และกิจกรรมการเกษตรเพื่อตอบสนองความต้องการอาหารและพลังงาน
โทมัสเคยกล่าวเอาไว้ว่า “ผมพบว่าโรงงานขนาดใหญ่จะสร้างได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการมุ่งมั่นที่จะให้บริการทั้งลูกค้าและพนักงานของตัวเอง เพราะนั่นเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้แน่ใจว่าลูกค้าและพนักงานให้บริการเขาและแนวคิดของผู้ประกอบการ” (จากหนังสือ “Reflections and speeches” หน้า 208)
ก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตรองเท้าระดับโลก
บาจาเป็นนักธุรกิจคนแรก ๆ ของโลกที่ใช้ “ราคาบาจา” หรือการกำหนดราคาสินค้าให้ลงท้ายด้วยเลข 9 แทนที่จะเป็นจำนวนเต็มที่ลงท้ายด้วย 0 และทำให้ยอดขายเติบโตอย่างมาก โดยช่วงปี 1926-1928 ผลผลิตเพิ่มขึ้น 75% และจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้น 35%
ในไม่ช้า โทมัสกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับ 4 ในเชโกสโลวะเกีย
อย่างไรก็ตาม ในปี 1932 โทมัส บาจา เสียชีวิตขณะอายุ 56 ปี โทมัส จากอุบัติเหตุเครื่องบินตกระหว่างขึ้นบินในสภาพอากาศเลวร้าย
น้องชายต่างมารดาของเขา ยาน อันโตนิน บาจา และลูกชายของเขา โทมัส จอห์น บาจา เข้ามารับช่วงต่อบริษัท โดยยึดถือหลักศีลธรรมและการทำงานแบบเดิมของโทมัสไว้ โดย โทมัส จอห์น ให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินงานตามอุดมคติด้านสังคมและมนุษยธรรมของบิดา
โทมัสคนพ่อเคยกล่าวไว้ว่า “มีคนจำนวนมากที่เสียชีวิตบนเตียงเพราะพวกเขาหยุดเคลื่อนไหว หากคุณหยุด คุณก็ตาย หากคุณช้าลง คุณก็ตายไปครึ่งหนึ่งแล้ว ชีวิตคือเรื่องของการเคลื่อนไหว”
แม้ผู้ก่อตั้งที่ทำให้บาจารุ่งเรืองอย่างโทมัสจะเสียชีวิตไป แต่ ยาน อันโตนิน ได้ทำตามแผนที่เขาวางไว้ก่อนเสียชีวิต ทำให้สามารถขยายบริษัทให้ใหญ่ขึ้นกว่า 6 เท่าไปทั่วทั้งเชโกสโลวะเกียและทั่วโลก
บาจายังเปิดตัว “Bata Tennis” ในปี 1936 สร้างสรรค์มาเพื่อเด็กนักเรียนชาวอินเดีย รองเท้าผ้าใบลายทางพร้อมส่วนป้องกันนิ้วเท้าทำจากยางที่โดดเด่น กลายเป็นหนึ่งในรองเท้าที่ขายดีที่สุดตลอดกาลของบาจา และยังคงจำหน่ายอยู่ทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้
ณ ปี 1938 โรงงานของบริษัทบาจาผลิตรองเท้าได้มากถึง 168,000 คู่ต่อวัน มีคนงานประจำกว่า 65,000 คน มีร้านค้ามากกว่า 5,300 แห่งในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก และขายรองเท้าได้ “ปีละ 60 ล้านคู่”
ไฟสงครามโลกผลาญโรงงาน
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บาจาไม่โชคดีเหมือนครั้งแรก โดยก่อนที่นาซีเยอรมนีจะยึดครองเชโกสโลวะเกีย บาจาได้ช่วยส่งพนักงานชาวยิวไปยังสาขาต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของนาซี
จากนั้น ยาน อันโตนิน เดินทางออกนอกประเทศพร้อมครอบครัวไปยังสหรัฐฯ แต่เมื่อเข้าสู่สงคราม เขารู้สึกว่ามันจะปลอดภัยกว่าสำหรับลูกน้องและครอบครัวของพวกเขาบางส่วนที่อยู่ในเชโกสโลวะเกียหากเขาออกจากสหรัฐฯ
ยาน อันโตนิน ถูกอังกฤษและสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำ จากการทำธุรกิจกับฝ่ายอักษะ และในปี 1941 เขาได้ลี้ภัยไปยังบราซิล
หลังจากสงครามสิ้นสุดลง ทางการเชโกสโลวะเกียพิพากษาให้บาจาเป็นผู้ทรยศ โดยกล่าวว่าเขาล้มเหลวในการต่อต้านนาซี ในปี 1947 เขาถูกตัดสินจำคุก 15 ปี ทรัพย์สินของบริษัทในเชโกสโลวะเกียถูกรัฐยึดไป โรงงานบาจาในยุโรปยังถูกระเบิดโจมตีจนได้รับความเสียหาย
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง โทมัส จอห์น บาตา ลูกชายของโทมัส ซึ่งลี้ภัยไปอยู่แคนาดา พร้อมกับชาวเชโกสโลวะเกียที่อพยพไปอยู่ต่างประเทศจำนวนมาก ได้เริ่มฟื้นฟูธุรกิจนี้ขึ้นมาใหม่
บริษัทค่อย ๆ ฟื้นฟูตัวเองและขยายกิจการไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ทั่วเอเชีย ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย แอฟริกา และละตินอเมริกา รวมถึงจัดตั้งสหพันธ์หน่วยงานอิสระที่สามารถตอบสนองต่อตลาดใหม่ ๆ ในประเทศกำลังพัฒนาได้ดีขึ้น
ระหว่างปี 1946-1960 มีการสร้างโรงงานใหม่ 25 แห่งและเปิดร้านค้าของบริษัท 1,700 แห่ง ณ ปี 1962 บริษัทมีกิจกรรมการผลิตและการขายใน 79 ประเทศ
คืนชีพเพราะวงการกีฬาและแฟชั่น
บาจาค่อย ๆ ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากผลิตภัณฑ์รองเท้าที่มีหลากหลาย แต่กลับมาเป็นที่รู้จักระดับโลกอีกครั้งเพราะแวดวงกีฬาและแฟชั่นในช่วงทศวรรษ 1960
“King of the Court” โดยบาจาสหรัฐฯ เป็นรองเท้ากีฬาสุดล้ำสมัยที่ได้รับความนิยมอย่างเหลือเชื่อ มาพร้อมกับพื้นรองเท้าที่ขึ้นรูป แผ่นรองพื้น Footbed และซับใน Pacifate ความนิยมของรองเท้านี้ทำให้เกิดการคอลแลบมากมาย รวมถึงรุ่น “Wilson by Bata” ซึ่งเป็นการร่วมมือกับ Wilson Corp. ผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬาชั้นนำ และ จอห์น วูเดน โค้ชบาสเกตบอลในตำนาน
รองเท้า Wilson by Bata มีความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี ใช้โพลียูรีเทนน้ำหนักเบาสำหรับทำพื้นรองเท้า ซึ่งล้ำหน้ากว่าผู้ผลิตอื่น ๆ หลายปี รองเท้านี้ยังคงเป็นรองเท้าผ้าใบที่มีอิทธิพลมากที่สุดรุ่นหนึ่งตลอดกาล โดยโด่งดังมากจากการที่ “เออร์วิน เมจิก จอห์นสัน” นักบาสเกตบอลระดับ Hall of Fame เริ่มต้นอาชีพของเขาด้วยรองเท้า Wilson by Bata
นอกจากนี้ ริชาร์ด ลาคลีด สต็อกตัน นักเทนนิสอันดับ 8 ของโลกในปี 1978 และ แอนโทนี แจ็กลิน ผู้เล่นชาวอังกฤษคนแรกที่ชนะการแข่งขันโอเพนแชมเปียนชิป ต่างเป็นหนึ่งในนักกีฬาหลายคนที่เป็นผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ของบาจาในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970
ต่อมารองเท้ากีฬาชั้นยอดได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม มีศิลปินระดับโลกจำนวนมากที่ใส่รองเท้าบาจา ช่น เคิร์ต โคเบน จากวงเนอร์วานา (Nirvana) ที่สวม Wilson by Bata
รองเท้าบาจายังได้ขึ้นปกนิตยสารแฟชั่นระดับโลกเช่น Vogue และ Elle จนบาจากลายเป็นผู้นำในวงการแฟชั่นระดับโลก และเป็นแฟชั่นที่สามารถตามเทรนด์ได้ง่าย เพราะมีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายอยู่แทบทุกที่ทั่วโลก
บาจาในประเทศไทย
สำหรับ บริษัท บาจา ประเทศไทย เป็นบริษัทในเครือของ Bata Shoe Organization เริ่มดำเนินการในประเทศไทยเมื่อปี 1929 และก่อตั้งเป็นบริษัทจำกัดในปี 1950 (พ.ศ. 2493)
ในปี 1976 (พ.ศ. 2519) บริษัทได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้แปลงเป็นบริษัทมหาชนจำกัดในปี 1994 (พ.ศ. 2537)
ปัจจุบัน บริษัท บาจา ประเทศไทย มีร้านค้าปลีกมากกว่า 250 แห่ง และตัวแทนจำหน่ายอิสระกว่า 1,000 ราย เพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทย จำหน่ายรองเท้าทุกประเภท ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ ทุกช่วงเวลาของชีวิต ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้
จุดแข็งประการหนึ่งของบาจาประเทศไทยคือ เป็นช่องทางการตลาดที่ครอบคลุมและสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าจำนวนมาก ทั้งออฟไลน์และออนไลน์
ปัจจุบัน บาจา ไทยแลนด์ มีช่องทาง Social E-commerce จำหน่ายผ่าน Facebook, Line ซึ่งเป็นช่องทางที่ครบครันและสะดวกให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าได้มากขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้เลือกซื้อสินค้า
ในปี 2023 ที่ผ่านมา บาจาประเทศไทยมียอดขายรวม 2.45 พันล้านบาท เติบโต 1% จากช่วงก่อนโควิด-19 ซึ่งมียอดขายราว 2.4 พันล้านบาท
โดยสัดส่วนยอดขายมาจาก Bata 78%, Power 11%, North Star 6%, Bubblegummer 5%
เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB