130 ปี “Vicks Vaporub” ยาที่เกิดจาก “ความรักของพ่อ” สู่ยาคู่บ้านคนไทย
เคยสงสัยหรือไม่? ทำไมโฆษณา “Vicks Vaporub” ต้องเป็นภาพพ่อแม่กำลังดูแลลูก นั่นเพราะยาตัวนี้เกิดขึ้นจาก “ความรักของพ่อ” คนหนึ่งเมื่อ 130 ปีกว่าก่อน
ในช่วงฤดูหนาวอย่างนี้ หลายคนอาจมีอาการเป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล กันได้ง่าย หนึ่งในตัวช่วยที่อยู่คู่บ้านติดกระเป๋าคนไทยมาเนิ่นนาน คือเจ้าของโฆษณาสุดคลาสสิกที่ได้ยินกันมาตั้งแต่ยุคคุณพ่อคุณแม่หรืออาจจะปู่ย่าตายาย
“เมื่อลูกเป็นหวัด วิคส์วาโปรับบรรเทาหวัดให้ลูกได้ อบอุ่นกายคลายหวัด ทาน้ำยาเบาใสของวิคส์วาโปรับที่หน้าอก หลัง และคอ ตัวยาวิคส์วาโปรับจะระเหยเข้าทางลมหายใจ บรรเทาหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล วิคส์วาโปรับ”
ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึง “วิคส์วาโปรับ” (Vicks Vaporub) ยาทาระเหยผสมการบูร เมนทอล และน้ำมันยูคาลิปตัส ในกระปุกหรือตลับสีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์
แล้วเคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมโฆษณาของวิคส์วาโปรับจะต้องเน้นขายเรื่องของ “ลูก” ขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาเมื่อ 40 ปีก่อน หรือโฆษณาในปัจจุบัน
นั่นเป็นเพราะจุดเริ่มต้นของตำรับยาตัวนี้คือเรื่องราวอันอบอุ่นของคุณพ่อท่านหนึ่งที่ต้องการรักษาอาการป่วยของลูกชาย
เภสัชกรผู้เรียนจบด้านภาษาละติน
ชื่อของผู้ให้กำเนิดวิคส์วาโปรับคือ “ลุนส์ฟอร์ด ริชาร์ดสัน” ชาวนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐฯ เขาจบการศึกษาด้านภาษาละตินจากวิทยาลัยเดวิดสันในปี 1875 และประกอบวิชาชีพครูอยู่ช่วงหนึ่ง
ต่อมาเขาได้ไปช่วยพี่เขย ดร.จอห์น วิค (คนละคนกับนักฆ่าจากโรงแรมคอนติเนนทัล!) ซึ่งเปิดร้านขายยาและโรงงานผลิตยารักษาโรค ทำให้เขาเริ่มมีความสนใจในเรื่องยา และด้วยพื้นฐานความรู้ด้านภาษาละติน ลุนส์ฟอร์ดจึงศึกษาและจดจำตัวยา สารเคมี และส่วนประกอบต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย
จนในที่สุดลุนส์ฟอร์ดกลายเป็นเภสัชกรเต็มตัว และเริ่มช่วยพี่เขยวิจัยและพัฒนาตัวยาใหม่ ๆ
ในช่วงเวลานี้ ลุนส์ฟอร์ดยังได้พบรักกับ แมรี ลินน์ สมิธ และแต่งงานกัน เมื่อมีครอบครัว สิ่งที่เขาต้องการคือความมั่นคง และกิจการของตัวเอง
ในปี 1890 เขาจึงไปเปิดร้านขายยาที่เมืองกรีนส์โบโร บ้านเกิดของภรรยา ซึ่งกิจการเป็นไปแบบไม่หวือหวาเท่าไรนัก แต่ระหว่างนั้นเขายังคงช่วยพี่เขยพัฒนายาอยู่
มีข้อมูลว่าตลอดชีวิตการเป็นเภสัชกรของเขา ลุนส์ฟอร์ดพัฒนายาใหม่ขึ้นมาถึง 21 ชนิด มีทั้งยาประเภทน้ำมันละหุ่ง ยาขี้ผึ้ง และยาถ่ายพยาธิ แน่นอนว่าหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นที่สุดคือวิคส์วาโปรับ ยาที่เกิดขึ้นเพื่อรักษาลูกชายของเขาเอง
ยาเพื่อลูกชาย
ลุนส์ฟอร์ดและแมรีมีลูกด้วยกัน 5 คน เป็นลูกชาย 2 คน และลูกสาว 3 คน แต่ลูกชายคนหนึ่งของเขา คือ สมิธ ริชาร์ดสัน ป่วยเรื้อรังด้วยอาการ “ครูป” (Croup) หรือภาวะระบบทางเดินหายใจอักเสบ ปกติพบบ่อยในเด็กเล็ก
อาการของครูปคือมีตั้งแต่เป็นไข้ เจ็บคอเล็กน้อย น้ำมูกไหล ไอเรื้อรัง เสียงแหบ ไอเสียงก้อง อาจหายใจเสียงดัง รวมถึงอาจมีการหายใจลำบากร่วมด้วย
แม้จะเป็นเภสัชกรที่พัฒนายาใหม่มาเป็นสิบชนิด แต่ลุนส์ฟอร์ดพบว่าไม่มียาตัวไหนเลยที่สามารถบรรเทาอาการของลูกชายได้
กระทั่งวันหนึ่งระหว่างที่เขาขายยา “Ben-Gay” ซึ่งเป็นยารักษาโรคข้ออักเสบ โรคเกาต์ และอาการปวดเส้นประสาทที่มีเมนทอลเป็นส่วนผสม ให้กับลูกค้ารายหนึ่ง เขาได้ยินจากลูกค้าว่า ยาตัวนี้ช่วยให้จมูกของพวกเขาโล่งขึ้น
ลุนสฟอร์ดจึงเกิดความคิดผสมเมนทอลเข้ากับปิโตรเลียมเจลลี (อารมณ์เหมือนวาสลีน) โดยในช่วงแรกเรียกผลิตภัณฑ์นี้ว่า “Richardson's Croup and Pneumonia Cure Salve” (ยาทารักษาอาการคออักเสบและปอดบวมของริชาร์ดสัน) และเริ่มวางจำหน่ายในปี 1894
นี่คือเวอร์ชันแรกของวิคส์วาโปรับ เท่ากับว่ายาทาระเหยตัวนี้ถูกคิดค้นมาตั้งแต่มากกว่า 130 ปีก่อนแล้วนั่นเอง
ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ขายดีมากจนลุนสฟอร์ดตัดสินใจขายร้ายขายยาทิ้ง และตั้งบริษัท “Vicks Family Remedies Company” ขึ้นมาในปี 1898 โดยใช้ชื่อของ ดร.วิค เป็นชื่อบริษัท เพื่อให้เกียรติพี่เขยที่ทำให้เขาก้าวสู่เส้นทางสายเภสัชกรและสนับสนุนการลงทุนทำธุรกิจของเขามาโดยตลอด
ลุนสฟอร์ดยังเปลี่ยนชื่อยาทาระเหยของเขาเป็น “Vick’s Magic Croup Salve” ในปี 1905 เพื่อให้เข้ากับชื่อบริษัทใหม่ แต่คนมักเรียกกันว่า “Vick’s Salve” (ยาทาของวิค)
ต่อมาสมิธซึ่งชีวิตดีขึ้นจากยาของพ่อ ได้เข้ามาช่วยงานในบริษัทในตำแหน่งฝ่ายขาย โดยก่อนหน้านั้นเขาไปหาประสบการณ์เป็นพนักงานขายให้กับบริษัทแห่งหนึ่งในมหานครนิวยอร์กก่อน
เมื่อกลับมา สมิธมองว่าชื่อของยาทาระเหยนี้ยังไม่ค่อยเป็นที่จดจำ จึงเสนอให้เปลี่ยนชื่อเป็น “Vicks VapoRub” ในปี 1911 และเปลี่ยนสีกระปุกเป็นสีน้ำเงิน
คำว่า VapoRub นั้นมาจาก Vapor ที่แปลว่า “ไอระเหย” และ “Rub” ที่แปลว่า “ถู” เป็นการสื่อความหมายว่านี่คือยาที่ทาแล้วจะระเหยเข้าจมูก เป็นการบอกโดยตรงเลยว่า ยานี้ใช้ยังไงและทำอะไร ทำให้ชื่อที่สมิธตั้งกลายเป็นที่ติดหูติดปากคนอย่างรวดเร็ว
กลยุทธ์การขายสุดล้ำ
นอกจากนี้ บริษัทยังต้องการให้ผู้คนได้สัมผัสกับ “ความโล่ง” ที่ไม่เหมือนใครนี้มาก จนเกิดแผนการตลาดที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือกลยุทธ์ “จดหมายขยะ”
กลยุทธ์ดังกล่าวเกิดการที่ตั้งแต่ปี 1917 การไปรษณีย์สหรัฐฯ เริ่มอนุญาตให้สามารถส่งจดหมายไปยังที่อยู่ตามชนบทได้โดยไม่ต้องระบุชื่อบุคคลที่จะรับจดหมายหรือพัสดุ
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้วิคส์สามารถส่งตัวอย่างวิคส์วาโปรับหลายล้านชิ้นไปยังตู้ไปรษณีย์ของประชาชนทั่วสหรัฐฯ ได้ โดยป้ายยาไว้ที่ซองจดหมาย ทำให้ผู้คนหลายล้านคนได้ทดลองใช้วิคส์วาโปรับก่อนที่จะซื้อจริง มีข้อมูลว่า วิคส์เคยส่งตัวอย่างไปให้คนทดลองใช้มากถึง 31 ล้านคนในครั้งเดียว
ฝ่ายขายของวิคส์ยังมีกลวิธีขายแปลก ๆ อีก เช่น การพกไม้ขีดไฟติดตัวเพื่อพร้อมสาธิตกลิ่นวาโปรับตลอดเวลา โดยจะเทวาโปรับใส่ช้อนแล้วจุดไม้ขีดไฟลนด้านล่าง เพื่อให้ลูกค้าได้ลองดมกลิ่นไอระเหย
ไม่ใช่แค่นั้น วิคส์วาโปรับยังทำการตลาดผ่าน “นิทาน” โดยในปี 1925 ได้ตีพิมพ์หนังสือนิทานเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเอลฟ์ 2 ตนชื่อ “บลิกซ์” และ “บลี” มีจุดประสงค์เพื่อให้พ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูก ๆ ฟังในขณะที่กำลังเป็นหวัด โดยเล่าเรื่องราวที่บลิกซ์และบลีออกเดินทางไปตามเตียงของเด็ก ๆ เพื่อนำกระปุกวิคส์วาโปรับมาให้ใช้บรรเทาอาการ
นั่นทำให้วิคส์วาโปรับกลายเป็นรู้จักอย่างกว้างขวาง กลายเป็นยาสามัญประจำบ้าน และทำยอดขายได้หลายสิบล้านกระปุกต่อปี
ยาแก้ไอและหวัดยอดขายอันดับ 1 ของโลก
โลกเกิดวิกฤตสาธารณสุขครั้งใหญ่ในปี 1918 จากการระบาดของไข้หวัดสเปน (Spanish Flu) ซึ่งทำให้ยอดขายยาของวิคส์โตขึ้นเกือบ 4 เท่าในเวลาเพียง 1 ปี
แต่น่าเสียดาย ที่ไข้หวัดสเปนยังได้คร่าชีวิตลุนส์ฟอร์ดไปด้วย ทำให้สมิธก้าวขึ้นมาเป็นผ้บริหารแทน
วิคส์ภายใต้การนำของสมิธไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่วาโปรับเท่านั้น แต่ยังพัฒนายาแก้หวัดและแก้ไออื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย
ในปี 1931 วิคส์ได้เปิดตัว Vicks Cough Drops ซึ่งเป็นยาบรรเทาอาการไอแบบใช้ภายนอกรุ่นแรก ๆ หรือในปี 1941 บริษัทได้ออกผลิตภัณฑ์ Vicks Inhaler หรือ “ยาดมวิคส์” อันโด่งดัง ในฐานะ “ยาดมที่บรรเทาอาการไอได้” และชาวไทยหลายคนเองยังคงจดจำกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์นี้ได้ขึ้นใจ
จากนั้นในปี 1951 วิคส์คิดค้นยาแก้ไอชนิดแรกของแบรนด์ คือ Vicks Cough Syrup ซึ่งในยุคนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ไม่กี่ตัวที่บรรเทาอาการไอได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่มีส่วนผสมของสารที่มีฤทธิ์เสพติด
ยังมีสเปรย์พ่นจมูก Vicks Sinex ในปี 1959 ซึ่งช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกได้ภายในไม่กี่วินาที
แต่ตัวยาที่เป็นพระเอกที่สุดของวิคส์ถ้าไม่นับวาโปรับ คือ “NyQuil” เปิดตัวในปี 1966 เป็นยาแก้ไอและหวัดที่บรรเทารักษาได้หลายอาการพร้อมกัน ได้รับการยกย่องให้เป็น “ยาตัวเดียวที่คุณควรทานเพื่อบรรเทาอาการหวัด” และเกิดคำพูดที่ว่า “ยา NyQuil รักษาอาการน้ำมูกไหล จาม ไอ ปวดเมื่อย คัดจมูก มีไข้ ทำให้คุณพักผ่อนได้อย่างเพียงพอ”
ในยุคหลังเอง วิคส์ยังคงนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาด เช่น Vicks BabyRub เปิดตัวในปี 2004 เป็นยาทาที่มีกลิ่นของยูคาลิปตัส โรสแมรี และลาเวนเดอร์ ช่วยปลอบประโลมและสร้างความผ่อนคลายให้กับเด็ก ๆ
ด้วยการพัฒนายาแก้ไอและหวัดอย่างต่อเนื่องโดยยังคงคุณค่าของการเป็นยาเพื่อทุกครอบครัว ส่งผลให้ในปัจจุบัน วิคส์ครองตำแหน่งแบรนด์ยาแก้ไอและหวัดที่มียอดขายอันดับ 1 ของโลกตามการจัดอันดับโดย Nicholas Hall's DB6
วิคส์กับคนไทยและการใช้งานนอกเหนือคู่มือ
ไม่ชัดเจนนักว่าวิคส์วาโปรับเข้ามาในไทยตั้งแต่เมื่อใด แต่โฆษณาวิคส์ตัวแรกออกฉายช่วงประมาณปี พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) ประกอบกับในฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พบว่า บริษัท โอลิค (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจจัดจำหน่าย ผลิต และนำเข้า ยารักษาโรคและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เป็นผู้ขอขึ้นทะเบียนจำหน่ายวิคส์วาโปรับในปี พ.ศ. 2523 พอดีเช่นกัน
จึงคาดว่า วิคส์วาโปรับเข้ามาในประเทศผ่านการนำเข้าของบริษัทดังกล่าวเมื่อราว 40 กว่าปีก่อนนั่นเอง
ทั้งนี้บริษัทวิคส์นั้น ได้ควบรวมกิจการกับบริษัท Merrell และเปลี่ยนชื่อเป็น Richardson-Merrell ต่อมาในปี 1982 แยกเป็น 2 บริษัท คือ Merrell Dow และ Richardson-Vicks ซึ่งรายหลังได้สิทธิเป็นเจ้าของแบรนด์วิคส์
จากนั้นในปี 1985 พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (Procter & Gamble) ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคได้เข้าซื้อกิจการของ Richardson-Vicks และเป็นเจ้าของวิคส์มาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงเป็นผู้จดทะเบียนจำหน่ายวิคส์วาโปรับในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 เป็นต้นมา
วิคส์อยู่คู่กับคนไทยมานานในฐานะยาบรรเทาอาการโรคหวัด คัดจมูก ลดอาการไอ แต่ในขณะเดียวกัน มีหลายคนที่ใช้วิคส์นิกเหนือไปจากวิธีการใช้หลัก เช่น ใช้ทาเท้าเพื่อบรรเทาอาการไอช่วงกลางคืน (บางคนบอว่าให้ใส่ถุงเท้าทับด้วย)
วิธีการใช้วิคส์ “แบบทางเลือก” นี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ มีทั้งเคสที่ใช้วิคส์วาโปรับรักษาเชื้อราที่เล็บเท้า รักษารังแค รักษารอยยุงกัด รักษาหูด ทาผิวหนังช่วยบรรเทาปวดกล้ามเนื้อ ทาบริเวณศีรษะบรรเทาอาการปวดศีรษะ ทาบำบัดอาการคันจากแมลงกัดต่อย ทาเสื้อผ้า หรือผิวหนังเพื่อไล่และป้องกันยุงกัด ฯลฯ
แต่ไม่ว่าเราจะใช้วิคส์วาโปรับในรูปแบบไหน สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ยาทาระเหยกระปุก/ตลับน้ำเงินแบรนด์คือสิ่งที่อยู่คู่สังคมไทยและโลกมานานนับร้อยปี ในฐานะ “แบรนด์เพื่อครอบครัวของคุณ”
เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB