“Porsche” จากรถเต่าสู่รถสปอร์ต บนเส้นทางที่พ่อสร้าง-ลูกสานต่อ
เปิดเรื่องราวความผูกพันพ่อลูกที่ที่ก่อร่างสร้างอาณาจักรธุรกิจ “Porsche” จนกลายเป็นแบรนด์รถสปอร์ตระดับโลก
“Porsche” ชื่อนี้คือหนึ่งในตำนานของอุตสาหกรรมยานยนต์ ในฐานะแบรนด์รถสปอร์ตอันโด่งดัง
คำว่า Porsche จริง ๆ ถ้าจะอ่านแบบถูกต้องคืออ่านแบบเยอรมันว่า “พอ-เชอ” แต่คนไทยมักเรียกกันว่า “ปอร์เช่” ขณะที่คนในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักจะอ่านว่า “พอร์ช“
เรื่องราวของปอร์เชไม่ได้เป็นเพียงบันทึกประวัติศาสตร์แห่งนวัตกรรมยานยนต์เท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องราวอันลึกซึ้งระหว่าง “เฟอร์ดินานด์ ปอร์เช่” ผู้เป็นพ่อ และ “เฟอร์รี ปอร์เช” ลูกชาย ผู้สานต่อกิจการจนกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
ความสัมพันธ์ เป้าหมาย และความทะเยอทะยานของทั้งคู่ คือรากฐานสำคัญที่ทำให้ปอร์เช่มีวันนี้
นักออกแบบอัจฉริยะ
เรื่องราวเริ่มต้นด้วย เฟอร์ดินานด์ ปอร์เช่ เกิดในปี 1875 ที่เมืองมัฟเฟอร์สดอร์ฟ แคว้นโบฮีเมีย ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐเช็ก เขาเป็นอัจฉริยะทางวิศวกรรม มีความสามารถพิเศษด้านการออกแบบเครื่องจักรกลและพลังงานไฟฟ้าตั้งแต่อายุยังน้อย
หนึ่งในผลงานโดดเด่นของเขาในช่วงแรก ๆ คือ การออกแบบรถยนต์ไฮบริดที่ใช้พลังงานน้ำมันและไฟฟ้ารุ่นแรก Lohner-Porsche Mixte Hybrid ในราวปี 1900
เฟอร์ดินานด์ใช้เวลาหลายสิบปีทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายออกแบบให้กับบริษัทยานยนต์ใหญ่ ๆ ในยุคนั้นอย่าง Austro-Daimler และ Daimler Motoren Gesellschaft โดยมุ่งมั่นพัฒนาขีดจำกัดของความเร็วและประสิทธิภาพรถยนต์อย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 1906 Austro-Daimler ได้ว่าจ้างเฟอร์ดินานด์ให้เป็นหัวหน้าฝ่ายออกแบบ รถยนต์ Austro-Daimler ที่โด่งดังที่สุดของปอร์เช่คือรถสำหรับการแข่งขันเจ้าชายเฮนรีในปี 1910 ซึ่งตั้งชื่อตามเจ้าชายไฮน์ริชแห่งปรัสเซีย พระอนุชาของพระเจ้าวิลเฮล์มที่ 2 และคว้ารางวัล 3 อันดับแรกมาได้ ทำให้รถรุ่นนี้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อเล่น “เจ้าชายเฮนรี” มากกว่าชื่อรุ่นจริง ๆ อย่าง โมเดล 27/80
เฟอร์ดินานด์ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการในปี 1916 และปีเดียวกันนั้นได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเวียนนา
เขาประสบความสำเร็จในการสร้างรถแข่งอย่างต่อเนื่อง โดยรถที่เขาออกแบบคว้าชัยชนะถึง 43 ครั้งจากทั้งหมด 53 ครั้ง
ต่อมาในปี 1923 Daimler Motoren Gesellschaft ได้ว่าจ้างเฟอร์ดินานด์ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคที่เมืองสตุตการ์ต ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนี
เขาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์อีกใบจากมหาวิทยาลัยเทคนิคสตุตการ์ต และต่อมาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์
ขณะทำงานอยู่ที่ Daimler Motoren Gesellschaft เขาได้สร้างสรรค์รถแข่งที่ประสบความสำเร็จอย่างมากหลายรุ่น รถรุ่นต่าง ๆ ที่ติดตั้งซูเปอร์ชาร์จเจอร์ ซึ่งต่อมากลายเป็น Mercedes-Benz SSK ครองตำแหน่งผู้นำในการแข่งรถประเภทเดียวกันในช่วงทศวรรษที่ 1920
ในปี 1926 บริษัท Daimler Motoren Gesellschaft และ Benz & Cie ได้รวมกิจการเป็น Daimler-Benz โดยผลิตภัณฑ์ร่วมกันของทั้งสองบริษัทเริ่มใช้ชื่อว่า Mercedes-Benz
อย่างไรก็ตาม แนวคิดของ Porsche สำหรับรถยนต์ Mercedes-Benz ขนาดเล็กและน้ำหนักเบาไม่ได้รับความนิยมจากบอร์ดผู้บริหารของ Daimler-Benz เขาจึงลาออกในปี 1929 เพื่อไปทำงานที่ Steyr Automobile แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) เฟอร์ดินานด์จึงถูกเลิกจ้างในที่สุด
ตำนานเริ่มต้นที่ “รถเต่า”
ในปี 1909 เฟอร์ดินานด์มีลูกชาย ตั้งชื่อว่า เฟร์ดินานด์ อันตอน เอิร์นสท์ ปอร์เช่ แต่ต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อ “เฟอร์รี ปอร์เช่”
วัยเด็กของเฟอร์รีนั้นไม่ธรรมดา แทนที่จะออกไปเล่นสนุกเหมือนเด็กทั่วไป เขากลับเลือกที่จะขลุกในอู่ซ่อมรถยนต์ที่พ่อของเขาเป็นเจ้าของ ทำให้เฟอร์ดินานด์เริ่มแบ่งปันความรู้ด้านวิศวกรรมเครื่องกลให้กับลูกชายตั้งแต่ยังเล็ก
เฟอร์รีเล่าในภายหลังว่า “รถยนต์คือความหลงใหลสูงสุดของผมตั้งแต่แรกเริ่ม” ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อของเขาจุดประกายและบ่มเพาะขึ้นมาโดยตรง
เขาเรียนรู้การขับรถตั้งแต่อายุ 10 ขวบอันน่าทึ่ง และเพียง 2 ปีต่อมาก็ได้อยู่หลังพวงมาลัยของรถแข่งของจริง นั่นคือ Austro-Daimler Sascha ซึ่งพ่อของเขาเป็นผู้ออกแบบ
ความใกล้ชิดในครอบครัวกับวิศวกรรมที่ก้าวล้ำนำสมัยได้สร้างความเข้าใจทางเทคนิคที่ล้ำหน้ากว่าการศึกษาในระบบให้กับเฟอร์รี
นี่คือการฝึกงานในชีวิตจริงที่ก่อให้เกิดสายสัมพันธ์ที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ระหว่างชายผู้ออกแบบรถยนต์และเด็กชายที่จะสร้างสรรค์รถยนต์ในวันหนึ่ง
ในปี 1931 สายสัมพันธ์พ่อลูกได้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเมื่อเฟอร์ดินานด์ในวัย 55 ปี ได้ก่อตั้งบริษัทของตนเอง “Dr. Ing. h.c. F. Porsche GmbH” ที่เมืองสตุตการ์ต เรียกง่าย ๆ คือบริษัทปอร์เช่
โดยที่เฟอร์รีในวัยเพียง 21 ปี ได้เป็นผู้ช่วยอยู่เคียงข้างเขาทันที และกลายเป็นส่วนสำคัญของบริษัทปอร์เช่ที่เพิ่งก่อตั้ง
ในช่วงแรก ปอร์เช่เพียงแค่รับพัฒนายานยนต์และให้คำปรึกษา แต่ไม่ได้ผลิตรถยนต์ภายใต้ชื่อของตนเอง หนึ่งในภารกิจแรก ๆ ที่บริษัทได้รับคือการออกแบบรถยนต์เพื่อประชาชนจากรัฐบาลเยอรมนี นั่นคือ “โฟล์กสวาเกน” (Volkswagen)
ผลงานที่ได้ออกมาคือ Volkswagen Beetle หรือ “รถเต่า” หนึ่งในรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาล ซึ่งผลิตตั้งแต่ปี 1938-2003
เฟอร์ดินานด์เป็นผู้ผลักดันวิสัยทัศน์ของรถยนต์ขนาดกะทัดรัดที่ราคาไม่แพงนี้ ขณะเดียวกัน เฟอร์รีได้อยู่เคียงข้างเขาในขณะที่มีการออกแบบโฟล์กสวาเกนบีเทิล
บทบาทของเฟอร์รีในสำนักงานออกแบบแห่งใหม่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดตั้งแต่เริ่มต้น เนื่องจากเขาบริหารจัดการแผนกสำคัญ ๆ เช่น การควบคุมการทดสอบ และการประสานงานวิศวกรออกแบบ
สองพ่อลูกยังร่วมงานกันอย่างในการพัฒนารถแข่ง Auto Union Silver Arrows อันน่าเกรงขาม ซึ่งครองความยิ่งใหญ่ในสนามกรังด์ปรีซ์ในช่วงทศวรรษที่ 1930
เฟอร์รีรับผิดชอบการจัดอู่ซ่อมรถและการทดสอบรถแข่งเครื่องยนต์กลางลำอันทรงพลังเหล่านี้
ช่วงเวลานี้เองที่ทำให้เกิดการแบ่งงานกันทำงาน เฟอร์ดินานด์คือผู้มีวิสัยทัศน์สูงสุดและหัวหน้าวิศวกร ขณะที่เฟอร์รีเป็นผู้นำในการดำเนินงานที่สำคัญยิ่ง คอยดูแลให้โครงการต่าง ๆ ประสบความสำเร็จ
ในปี 1938 เมื่อเฟอร์ดินานด์ย้ายไปที่โรงงานโฟล์กแห่งใหม่ในเมืองวูล์ฟบูร์กเพื่อดูแลการผลิต เฟอร์รีได้ก้าวขึ้นมาเป็นรองผู้จัดการสำนักงานออกแบบเดิมในเมืองสุตตการ์ต
วิกฤตและก้าวสำคัญ
การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้บริษัทปอร์เช่ต้องรับหน้าที่สนับสนุนความพยายามในการทำสงครามของเยอรมนีทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการผลิตยานยนต์ทางทหารอย่าง Kübelwagen และ Schwimmwagen
เพื่อปกป้องแผนกออกแบบที่สำคัญจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร เฟอร์รีจึงจำเป็นต้องย้ายการดำเนินงานบางส่วนของบริษัทไปยังกมุนด์ (Gmünd) ในออสเตรีย ซึ่งค่อนข้างปลอดภัยกว่า
การแยกกันโดยที่เฟอร์ดินานด์ยังอยู่ที่โรงงานวูล์ฟบูร์ก ส่วนเฟอร์รีดูแลธุรกิจออกแบบอยู่ในสตุตการ์ตและกมุนด์ แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่แตกต่างกันแต่สำคัญของพวกเขา
สองพ่อลูกต้องเผชิญกับบททดสอบที่หนักหน่วงที่สุดในช่วงปลายปี 1945 เมื่อเฟอร์ดินานด์ถูกเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสจับกุมในข้อหาต้องสงสัยว่าก่ออาชญากรรมสงครามที่ จากการมีส่วนร่วมในการผลิตยุทโธปกรณ์ในช่วงสงคราม
เฟอร์รีเองถูกจับกุมเช่นกัน แต่ได้รับการปล่อยตัวหลังจากถูกคุมขัง 6 เดือน ขณะที่พ่อของเขาต้องถูกคุมขังอยู่ที่เมืองดีฌง ประเทศฝรั่งเศส นานถึง 20 เดือน
ช่วงเวลานี้เป็นแรงผลักดันสำคัญที่สุดที่ทำให้เฟอร์รีเปลี่ยนผ่านมาเป็นผู้นำที่เด็ดขาดของบริษัท เขาต้องเผชิญกับภารกิจอันน่าหวาดหวั่นในการพยุงธุรกิจของครอบครัวให้อยู่รอด
เฟอร์รีเข้าควบคุมกิจการโดยย้ายโครงสร้างบริษัททั้งหมดไปที่เมืองกมุนด์ ประเทศออสเตรียอย่างเป็นทางการ เน้นรับงานซ่อมรถยนต์และการพัฒนาเครื่องสูบน้ำออกสู่ตลาด
เพื่อประกันตัวเฟอร์ดินานด์ เฟอร์รีต้องหาเงินให้ได้ 1 ล้านฟรังก์ฝรั่งเศส
เขาได้เซ็นสัญญากับ ปิเอโร ดูซิโอ นักอุตสาหกรรมชาวอิตาลี เพื่อออกแบบรถแข่งกรังด์ปรีซ์ ซิซิตาเลีย ล้ำสมัย ซึ่งนำไปสู่การปล่อยตัวเฟอร์ดินานด์ในเดือน ส.ค. 1947 ได้สำเร็จ
ระหว่างที่ทำงานกับซิซิตาเลีย เฟอร์รีตระหนักว่า บริษัทต้องการรถยนต์เป็นของตัวเอง ต้องมีผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาสามารถผลิตและจำหน่ายภายใต้ชื่อของตนเองได้
แต่เฟอร์รีกลับพบว่า รถยนต์ที่มีอยู่แล้วในตลาดนั้น ไม่มีแบบไหนที่เขาชอบหรือคิดว่าถ้าเป็นตัวเองแล้วจะอยากซื้อเลย จึงผลักดันให้เขาสร้างรถแบบใหม่ขึ้นมา และเริ่มออกแบบ “Porsche 356”
จาก 356 สู่อนาคต
Porsche 356 ใช้ส่วนประกอบมากมายจากรถเต่า โฟล์กสวาเกนบีเทิล ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการผสมผสานการออกแบบร่วมกันของทีมพ่อลูก
การออกแบบนี้ใช้เครื่องยนต์สี่สูบระบายความร้อนด้วยอากาศ ติดตั้งอยู่ด้านหลัง ตามแบบของบีเทิล แต่บรรจุอยู่ในตัวถังอะลูมิเนียมที่โฉบเฉี่ยวและปราดเปรียวตามหลักอากาศพลศาสตร์
โครงการนี้ ซึ่งริเริ่มและดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของเฟอร์รี กลายเป็นรถยนต์คันแรกอันน่าภาคภูมิใจของแบรนด์ปอร์เช่
356 ได้รับการรับรองให้ใช้บนท้องถนนในปี 1948 และมีการผลิตตัวถังอะลูมิเนียมด้วยมือจำนวน 50 คันที่เมืองกมุนด์
เมื่อเฟอร์ดินานด์ได้รับการปล่อยตัวในที่สุดและเดินทางกลับถึงกมุนด์ เขาพบว่าบริษัทผลิตรถสปอร์ตกำลังรอเขาอยู่
ปฏิกิริยาตอบสนองทันทีและซาบซึ้งใจของเขาเมื่อได้เห็น 356 คือความภาคภูมิใจ โดยมีรายงานว่า เฟอร์ดินานด์บอกกับลูกชายว่า “พ่อทำเองก็คงดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
นี่เปรียบได้กับโมเมนต์ที่อาจารย์ยอมรับและอนุมัติผลงานของศิษย์เอก
ทีท่ายอมรับ 356 ของเฟอร์ดินานด์ถือเป็นจุดสตาร์ตอย่างเป็นทางการสำหรับการเปลี่ยนแปลงของปอร์เช่จากบริษัทที่ปรึกษาด้านการออกแบบไปสู่การเป็นผู้ผลิตที่แท้จริง
ในปี 1949 เฟอร์รีได้ย้ายการดำเนินงานทั้งหมดกลับไปที่เมืองสตุตการ์ต-ซุฟเฟนเฮาเซน โดยเช่าพื้นที่จากบริษัทสร้างรถยนต์ Reutter เพื่อเริ่มการผลิต 356 เต็มกำลัง และความสำเร็จก็เกินความคาดหมายของเขาที่ตั้งไว้ในตอนแรกที่ 1,500 คันอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันที่เฟอร์ดินานด์จะได้เห็นปอร์เช่เติบโตในฐานะแบรนด์รถสปอร์ต เขากลับเกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตกและเสียชีวิตในเดือน ม.ค. 1951
เฟอร์รี ปอร์เช่ ได้สืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดาในฐานะผู้บริหารระดับสูงที่มีความรับผิดชอบสูงสุดของบริษัท โดยดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป และต่อมาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร
เฟอร์รีรับประกันผลกำไรของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเกิดจากการยังคงรับเป็นที่ปรึกษาให้กับโฟล์กสวาเกน ซึ่งมอบค่าลิขสิทธิ์สำหรับรถบีเทิลทุกคันที่ขายได้ ซึ่งถือเป็นมรดกทางการเงินอันยาวนานของดีไซน์อันโด่งดังที่สุดของเฟอร์ดินานด์
ภายใต้การนำของเฟอร์รี บริษัทยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยยึดมั่นในคติพจน์ของผู้ก่อตั้ง นั่นคือ การเป็นรถสปอร์ตคุณภาพสูงที่น่าเชื่อถือ และมีมูลค่าการใช้งานสูง
การสานต่อปรัชญาทางวิศวกรรมของปอร์เช่อย่างถึงที่สุด มาพร้อมกับความจำเป็นในการเปลี่ยน 356
เฟอร์รีได้มอบหมายงานออกแบบตัวถังของรถรุ่นต่อจากนี้ให้กับ เฟอร์ดินานด์ อเล็กซานเดอร์ ปอร์เช่ บุตรชายคนโตของเขา หรือ “บัตซี ปอร์เช่”
บัตซีได้สร้างสรรค์ Porsche 911 ซึ่งเปิดตัวในปี 1963 และกลายเป็นรถยนต์รุ่นที่กำหนดนิยามของแบรนด์ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา
911 ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรถยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศ เครื่องยนต์วางที่ด้านหลัง ซึ่งเฟอร์ดินาน์เป็นผู้บุกเบิก และสืบทอดต่อมาโดยเฟอร์รี
ในปี 1972 ปอร์เช่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งสำคัญอีกครั้ง โดยเปลี่ยนจากบริษัทหุ้นส่วนจำกัด (KG) เป็นบริษัทมหาชนจำกัด (AG)
เฟอร์รีก้าวลงจากตำแหน่งผู้นำฝ่ายปฏิบัติการเพื่อดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ของคณะกรรมการกำกับดูแล
การตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากความปรารถนาที่จะสร้างความมั่นคงให้กับบริษัทและป้องกันไม่ให้บริษัทเป็นเพียงธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก แต่ถึงอย่างนั้น ตระกูลปอร์เช่นก็ยังคงเป็นเจ้าของหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทในปัจจุบัน
เฟอร์รีเสียชีวิตในปี 1998 แต่สิ่งที่เขาทิ้งเอาไว้คือการทำให้ชื่อ Porsche เปลี่ยนจากบริษัทที่ปรึกษากลายมาเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียง
หลังยุคของเฟอร์ดินานด์และเฟอร์รี ปอร์เช่ยังคงเดินทางพัฒนารถสปอร์ตซึ่งเป็นที่จดจำและทรงประสิทธิภาพ เช่น Cayenne, Panamera หรือ Taycan และก้าวสู่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการปรับปรุงรุ่น Macan ให้เป็นรถอีวี
มาตรฐานที่สูงของแบรนด์ทำให้ในปีงบประมาณ 2024 บริษัทมีรายได้จากการขายอยู่ที่ 4.01 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.49 ล้านล้านบาท) ลดลงเพียงเล็กน้อยจากตัวเลขของปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 40.5 พันล้านยูโร (ราว 1.51 ล้านล้านบาท)
ส่วนกำไรจากการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทลดลงเหลือ 5.6 พันล้านยูโร (ราว 2.09 แสนล้านบาท) จาก 7.3 พันล้านยูโร (ราว 2.72 แสนล้านบาท) ในปีก่อนหน้า
ตัวเลขดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็นว่า บริษัทยังคงทำกำไรได้สูงแม้ในช่วงเวลาที่ท้าทาย และมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง
ปอร์เชยังมีความแข็งแกร่งในแง่ของการส่งมอบรถยนต์ในปีงบประมาณ 2024 โดยมีรถยนต์ส่งมอบให้กับลูกค้า 310,718 คัน ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (320,221 คัน) โดย Cayenne เป็นรุ่นที่ขายดีที่สุด (102,889 คัน) แซงหน้า Macan (82,795 คัน) และ 911 (50,941 คัน)
ในปีงบประมาณ 2024 รถยนต์ใหม่ที่ถูกส่งมอบมีถึง 27% เป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์แบบปลั๊กอินไฮบริด โดยประมาณครึ่งหนึ่ง (12.7) เป็นรถสปอร์ตไฟฟ้าล้วน
คาดว่าสัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อันเป็นผลมาจากการที่ปอร์เช่คาดการณ์ว่า ในปี 2025 สัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าจะอยู่ที่ 33-35% ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าล้วน 20-22%
จากวันนั้นถึงวันนี้ ความสัมพันธ์ของเฟอร์ดินานด์และเฟอร์รีเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของประวัติศาสตร์บริษัท เป็นสายใยแห่งความเชี่ยวชาญทางเทคนิคที่สืบทอดต่อกันมาจากพ่อสู่ลูก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของปอร์เช่มาจนถึงปัจจุบัน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB