“No Brand” ร้านค้าปลีกสุดปังจากเกาหลี สรุปมีแบรนด์หรือไม่มีแบรนด์?
รู้จัก “No Brand” ร้านสินค้าเกาหลีที่เข้ามาเปิดสาขาแรกในประเทศไทย กับกลยุทธ์เน้นคุณภาพและความถูก ผู้เชื่อว่า “สินค้าคุณภาพสูง ไม่ต้องจ่ายราคาสูง”
เป็นข่าวดีสำหรับคอสินค้าเกาหลีคุณภาพดีราคาถูก หลังมีรายงานว่า เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จับมือ “Emart” (อีมาร์ต) บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ เตรียมเปิดร้านค้า “No Brand” (โนแบรนด์) ไลฟ์สไตล์สโตร์ชื่อดัง เป็นแห่งแรกในไทยที่ เซ็นทรัล บางนา วันที่ 31 มี.ค. 69
No Brand เข้ามาเจาะตลาดไทยโดยชูจุดเด่นที่สินค้าคุณภาพดีราคาสบายกระเป๋ากว่า 2,200 รายการ ทั้งอาหาร ขนม และของใช้ตามกระแสที่ได้รับความนิยมในเกาหลีใต้
ขอต้อนรับสู่โลกของ No Brand แบรนด์ค้าปลีกสุดฮิตจากเกาหลี ที่บอกกับการตลาดแบบดั้งเดิมว่า “สินค้าคุณภาพสูง ไม่ต้องจ่ายราคาสูงเกินความจำเป็น”
แต่ No Brand คืออะไรกันแน่ และสรุปมีแบรนด์หรือไม่มีแบรนด์?
แก่นแท้ของสินค้า
ย้อนไปสั้น ๆ ในปี 1993 Emart เปิดร้านค้าแห่งแรกในชางดง กรุงโซล ในฐานะร้านค้าปลีกแบบ Discount Retail รายแรกในเกาหลีใต้
Discount Retail คือ สถานประกอบการค้าปลีกที่ขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายปลีกมาตรฐาน อาศัยการซื้อจำนวนมากและการกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุน
Emart เติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ กระทั่งปี 2015 บริษัทตัดสินใจทำอะไรที่แหวกแนว
พวกเขาเปิดตัวแบรนด์สินค้าของตัวเองชื่อ “No Brand” พร้อมสโลแกนที่สุดโต่งมากคือ “ราคาถูกสุด ๆ เกินความคาดหมาย” (ultra-cheap prices beyond common sense)
ในเวลานั้น นักวิจารณ์ไม่แน่ใจว่ามันจะอยู่ได้นานแค่ไหน เพราะโดยทั่วไปแล้ว แบรนด์ส่วนใหญ่ใช้เงินหลายล้านเพื่อทำให้คุณจำชื่อของพวกเขาได้ แต่ No Brand ทำตรงกันข้าม พวกเขามุ่งเน้นไปที่แก่นแท้ของผลิตภัณฑ์คือ “คุณภาพ” และ “ราคา” ไม่ใช่โลโก้ที่หรูหรา
เป้าหมายคือการลดต้นทุนในพาร์ตของ “กระบวนการสร้างแบรนด์” และลดบรรจุภัณฑ์ให้น้อยที่สุด
ด้วยวิธีนี้ พวกเขาจึงสามารถขายสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันและอาหารได้ในราคา “ครึ่งหนึ่ง” ของร้านค้าอื่น ๆ
เมื่อเปิดตัวครั้งแรก No Brand ยังไม่ได้เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ และที่จริงแล้วพวกเขาเริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์เพียง 9 อย่างเท่านั้น
หนึ่งในสินค้าดั้งเดิมเหล่านั้นคือ “มันฝรั่งทอดกรอบ” ในถุงสีเหลืองเด่นเป็นเอกลักษณ์ขนาด 110 กรัม ซึ่งขายในราคา 890 วอน (ราว 19 บาท) มาตั้งแต่ปี 2015 และจนถึงปัจจุบันก็ยังคงราคาเดิม
สิ่งที่ทำให้ No Brand เป็นที่จดจำได้ง่ายมากในช่วงแรกคือ พวกเขากำหนดให้ผลิตภัณฑ์เกือบทุกชิ้นมี “สีเหลือง” ไม่ว่าจะเป็นของกินหรือของใช้ ขอเพียงคุณเห็นสีเหลือง ก็คิดไว้ก่อนได้เลยว่า นี่เป็นสินค้าจาก No Brand แน่ ๆ แต่เมื่อไลน์สินค้าขยายขึ้นก็เริ่มมีสีอื่น ๆ มากขึ้น
ปรากฏการณ์ธุรกิจ
กลยุทธ์ราคาต่ำสุด ๆ นี้ไม่เพียงแค่ได้ผลเท่านั้น แต่ต้องเรียกว่าเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะภายในปี 2020 จากรายการสินค้าเพียง 9 อย่างได้ขยายตัวเป็นสินค้าจำนวนมหาศาลถึง 1,500 รายการ!
เรากำลังพูดถึงทุกอย่างตั้งแต่ผ้าเช็ดทำความสะอาดเปียกและคุกกี้ช็อกโกแลตชิปไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ในครัวเรือน
ธุรกิจ No Brand เติบโตอย่างรวดเร็วมาก จนเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์การยกระดับธุรกิจค้าปลีกเลยทีเดียว ในปี 2016 พวกเขามีร้านค้าแบบสแตนด์อะโลนเพียง 7 แห่งเท่านั้น แต่พอมาถึงปี 2020 พวกเขามีร้านค้าถึง 279 แห่งทั่วเกาหลีใต้
ยอดขายของพวกเขาน่าทึ่งยิ่งกว่า จาก 1.9 แสนล้านวอน (ราว 4.1 พันล้านบาท) ในปี 2016 เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 1 ล้านล้านวอน (ราว 2.17 หมื่นล้านบาท) ในปี 2020 หรือเพิ่มขึ้นถึง 426%!
ชายผู้อยู่เบื้องหลังวิสัยทัศน์นี้คือ “ชอง ยงจิน” รองประธานบริษัทชินเซแก บริษัทแม่ของ Emart เขาต้องการให้ผู้คนรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ซื้อสินค้าราคาถูกเหล่านี้
เขาเคยบอกไว้ว่า ต้องการให้คนที่ถือกระเป๋าแอร์เมสหรือขับรถเบนซ์รู้สึกเหมือนเป็น “ผู้บริโภคที่มีสติอย่างเต็มที่”
ว่าง่าย ๆ เมื่อเลือกซื้อสินค้าจาก No Brand คุณจะเป็นผู้บริโภคที่ฉลาด ไม่ใช่แค่ผู้บริโภคที่ชอบความฉูดฉาด
เจาะตลาดฟาสต์ฟู้ด
แต่ No Brand ไม่ได้มีแค่ในร้านขายของเท่านั้น พวกเขายังตัดสินใจที่จะเข้ามาครองตลาดอาหารฟาสต์ฟู้ดด้วยในปี 2019 และนั่นก็คือ “No Brand Burger”
ร้านอาหารเครือนี้เริ่มครองตลาดเพราะใช้กลยุทธ์ประหยัดต้นทุนแบบเดียวกันกับอาหารกลางวันของคุณ โดยการสั่งซื้อวัตถุดิบร่วมกันและผลิตเนื้อเบอร์เกอร์เอง ทำให้พวกเขาสามารถรักษาราคาให้ต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง Lotteria ได้มาก
เบอร์เกอร์ NBB Signature กลายเป็นเมนูยอดนิยมเพราะมีราคาถูกกว่าชีสเบอร์เกอร์ทั่วไปที่อื่น
ครั้งหนึ่ง No Brand Burger สาขาฮงแดในโซลเคยมีคนต่อแถวรอมากกว่า 1 ชั่วโมงเพื่อซื้อเบอร์เกอร์
มันกลายเป็นร้านที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ดเกาหลีใต้ โดย ณ ปี 2024 มีมากกว่า 250 สาขาทั่วประเทศเกาหลีใต้
ขยายไปทั่วโลกพร้อมมาสคอตของแบรนด์ที่ไร้แบรนด์
ในปี 2021 No Brand ได้เปิดตัว “ปีเตอร์” (Peter) กระต่ายสีเหลืองสวมหมวกบังแดดสีส้ม ปรากฏตัวครั้งแรกบนฉลากน้ำยาบ้วนปาก โดยบริษัทระบุว่า “ปีเตอร์ชื่นชอบสินค้าราคาถูก” เพื่อสื่อว่า ถ้าเห็นเจ้าปีเตอร์บนสินค้าตัวไหน นั่นคือของถูก
แนวคิดคือการสร้างฐานแฟนคลับ คล้ายกับวิธีการที่แบรนด์หรูทำ เป็นกลยุทธ์การใช้ตัวการ์ตูนน่ารักและโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างคอมมูนิตี
และในอนาคตเราอาจไม่ได้เห็นปีเตอร์แต่ในเกาหลี เพราะ No Brand กำลังขยายไปทั่วโลกอย่างเป็นทางการ พวกเขาได้เปิดร้านในฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมองโกเลียแล้ว รวมถึงยังมี “No Brand corners” ในสิงคโปร์อีกด้วย
ในฟิลิปปินส์ พวกเขาได้ปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับวัฒนธรรมของคนท้องถิ่น โดยขายกาแฟและชาเป็นหน่วยย่อยแทนที่จะเป็นถุงใหญ่ ๆ ส่วนที่เวียดนาม ยอดขายของพวกเขาเพิ่มขึ้น 59% ในเวลาเพียง 1 ปี
นอกจากนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ พวกเขาได้เซ็นสัญญาเพื่อเปิดร้านใน สปป.ลาว กัมพูชา และประเทศไทย
ทำไมผู้คนถึงรัก No Brand?
No Brand ได้กลายเป็นแบรนด์ที่มีสถานะเป็นที่นิยมอย่างมาก ขนมบางอย่างของพวกเขามีชื่อเสียงโด่งดัง เช่น “มันม่วงทอดกรอบ” หรือคุกกี้ช็อกโกแลตชิปกล่องใหญ่สำหรับครอบครัว
แม้แต่บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอย่าง “ซอสมะเขือเทศสำหรับเด็ก” ก็ยังใช้รูปหน้ายิ้มง่าย ๆ เพื่อให้ดูสนุกและจดจำได้ง่าย
ผู้เชี่ยวชาญต่างบอกว่า กลยุทธ์ “ไม่มีแบรนด์” นั้นฉลาดมากจริง ๆ เพราะด้วยการอ้างว่าพวกเขาไม่มีแบรนด์ พวกเขาจึงสร้างความเชื่อมั่นในคุณค่าของสินค้า โดยถึงแม้จะไม่มีโลโก้แบบแบรนด์อื่น ๆ แต่สีเหลืองเข้มอันเป็นเอกลักษณ์นั้นก็บอกคุณได้อย่างชัดเจนว่าคุณกำลังจะได้อะไร
นี่คือวิธีที่แยบยลในการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุดแบรนด์หนึ่ง คือคุณไม่ต้องหาชื่อแบรนด์ แค่เห็นบรรจุภัณฑ์สีเหลือง ก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือของดีราคาย่อมเยาจาก No Brand
No Brand ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องมีชื่อหรูหรา ก็สามารถเป็นผู้เล่นหลักในโลกค้าปลีก จากสินค้าเพียง 9 ชิ้นสู่อาณาจักรระดับโลกได้
นี่คือแบรนด์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับคนที่ใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ข้างในกล่องมากกว่าชื่อที่อยู่ด้านนอก!
เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5) (6)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB