เปิดตำนานกว่า 150 ปี “ชาลิปตัน” ชาเย็นที่ช่วยชีวิตคนไทยในทุกหน้าร้อน
กว่าจะเป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์ประจำฤดูร้อนสำหรับคนไทยและทั่วโลก ย้อนจุดเริ่มต้น “ชาลิปตัน” ที่มีก้าวแรกจากร้านขายของชำสุดไวรัลในสกอตแลนด์
ความร้อนระอุในช่วงฤดูร้อนถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนไทย โดยเฉพาะในเดือนเมษายนอย่างนี้ หลายพื้นที่ถูกดวงอาทิตย์แผดเผาจนอุณหภูมิพุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียส เรียกได้ว่าทอดไข่ยังไงก็สุก!
ในสถานการณ์เหมือนอยู่ในนรกแบบนี้ ตัวช่วยสำคัญของหลายคนคือเครื่องดื่ม และหนึ่งในเครื่องดื่มตัวท็อปเรื่องความสดชื่น คือเจ้าของฉลากสีเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์ กับชื่อที่คนไทยเรียกได้คล่องปากว่า “ชาลิปตัน” (Lipton)
นี่คือแบรนด์ที่วิวัฒนาการจากร้านขายของชำเล็ก ๆ ในสกอตแลนด์ กลายเป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์ประจำฤดูร้อนสำหรับคนไทยและทั่วโลก
เริ่มจากศูนย์แบบมีวิสัยทัศน์
ย้อนกลับไปในปี 1871 หรือกว่า 150 ปีก่อน ชายคนหนึ่งชื่อ “โทมัส จอห์นสตัน ลิปตัน” ได้เริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ เพราะเขาไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยอะไร
ก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ของเขาคือการเปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ ที่อาคารเลขที่ 101 ถนนสต็อบครอส ในกลาสโกว์ สกอตแลนด์
โทมัสไม่ใช่แค่เจ้าของร้าน แต่เขาเป็นนักการตลาดผู้มีวิสัยทัศน์ที่รู้ว่าจะดึงดูดความสนใจของลูกค้าได้อย่างไร
เพื่อให้ร้านของเขาเป็นที่รู้จัก โทมัสทำให้สิ่งที่หากอยู่ในโลกยุคปัจจุบันก็ต้องใช้คำว่า “เป็นไวรัล” นั่นคือการ “แห่ชีสก้อนใหญ่ที่สุดในโลก” ไปตามถนน! เพียงเพื่อให้ชาวบ้านได้ “เห็น” และรับรู้ถึงการมีอยู่ของร้านเล็ก ๆ
นี่คือกลยุทธ์การใช้เอกลักษณ์หรือ “กิมมิก” ตั้งแต่ก่อนที่สังคมทั่วไปจะใช้คำนี้กันจนเกร่อ และมันพิสูจน์ให้เห็นว่า โทมัสรู้วิธีสร้างความบันเทิงได้มากพอ ๆ กับที่เขารู้วิธีขาย
แต่โทมัสมีวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่การขายชีสและเบคอน เขาต้องการทำให้ “ชา” เป็นที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน
ทำยังไงให้ชาถูก?
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ชาเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยสำหรับคนร่ำรวย มักขายเป็นใบชาแบบไม่บรรจุกล่องไม้ ซึ่งมีราคาแพงเกินกว่าที่คนทั่วไปจะซื้อได้
โทมัสเห็นว่าชนชั้นแรงงานชาวอังกฤษชื่นชอบชา แต่ไม่สามารถจ่ายราคาสูงที่พ่อค้าคนกลางตั้งไว้ได้ กลยุทธ์ทางธุรกิจของเขาจึงเรียบง่ายแต่ปฏิวัติวงการ ... เขาตัดสินใจตัดพ่อค้าคนกลางออกไปทั้งหมด!
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ เขาไม่ได้แค่ต้องการซื้อชา แต่เขาต้องการเป็นเจ้าของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด
ในปี 1890 ขณะที่แสร้งทำเป็นไปพักผ่อน ที่ออสเตรเลีย เขาแอบแวะที่ศรีลังกา ซึ่งในเวลานั้นอุตสาหกรรมกาแฟภายในประเทศเพิ่งถูกทำลายล้างโดยเชื้อราร้ายแรง และเนื่องจากเกาะกำลังสั่นคลอนจากเหตุการณ์นั้น ที่ดินจึงถูกขายในราคาที่ถูกมาก
นายหน้าบอกโทมัสว่า “คุณสามารถซื้อที่ดินที่นี่ได้ในราคาถูกมาก” และเขาก็ไม่ลังเลเลย โดยซื้อที่ดินแปลงแรก และในที่สุดก็เป็นเจ้าของที่ดินมากกว่าสิบผืน
โทมัสยังกลายเป็นผู้บุกเบิกแนวคิด “จากฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร” (farm to table) โดยพัฒนาระบบการขนส่งชาที่รวดเร็วยิ่งขึ้นทั่วที่ดินของเขา และเกิดเป็นสโลแกนแรกของชาลิปตันที่ว่า “ส่งตรงจากสวนชาสู่กาน้ำชา” (Direct from tea garden to tea pot)
และด้วยการเป็นเจ้าของสวนชา เขาจึงสามารถลดราคาขายปลีกของชาจาก 50 เซนต์เหลือเพียง 30 เซนต์ต่อปอนด์ ถูกลงเกือบครึ่งหนึ่งกลายเป็นราคาที่จับต้องได้
สิ่งนี้ทำให้ชาลิปตันกลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วในหมู่คนทั่วไปที่ในที่สุดก็สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมได้
ผู้เปลี่ยนวิธีจำหน่ายชา
โทมัสไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำให้ลิปตันเป็นชาราคาถูก แต่เขายังปฏิวัติวิธีการบรรจุและจำหน่ายชาอย่างสิ้นเชิง
ลิปตันเป็นรายแรกที่จำหน่ายชาในบรรจุภัณฑ์มาตรฐานที่วัดปริมาณไว้ล่วงหน้า โดยในยุคแรกมีขนาด 1/4 ปอนด์ 1/2 ปอนด์ และ 1 ปอนด์ (1 ปอนด์เท่ากับประมาณ 450 มิลลิลิตร)
ก่อนหน้านี้ พนักงานขายจะชั่งน้ำหนักชาจากลังไม้ ซึ่งทำให้ลูกค้าสงสัยในความแม่นยำของเครื่องชั่ง แต่บรรจุภัณฑ์ที่ปิดผนึกของลิปตันทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า พวกเขาจะได้ชาในปริมาณที่แน่นอน ไม่ว่าจะไปที่ร้านไหนก็ตาม
ในปี 1893 ความสำเร็จของเขานั้นยิ่งใหญ่มากจนเขาขายชาได้ 1 ล้านซองในงานมหกรรมโลก หรือ World Expo ที่ชิคาโก
เนื่องจากผลงานที่โดดเด่นในวงการค้าชา โทมัส ลิปตัน จึงได้รับพระราชทานยศอัศวิน หรือ “เซอร์” จากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียในปี 1898 และต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์บารอนในปี 1902
กระแสชาเย็นในโลกที่ร้อนระอุ
ในขณะที่ลิปตันกำลังประสบความสำเร็จในวงการชาร้อน กระแสใหม่ก็กำลังก่อตัวขึ้น นั่นคือ “ชาเย็น”
แม้ว่าจะมีการกล่าวถึงชาเย็นในตำราอาหารของรัฐเวอร์จิเนียในปี 1879 แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมในวงกว้าง แต่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นที่งานมหกรรมโลกหรือ World Expo ปี 1904 ที่เซนต์หลุยส์
มันเป็นฤดูร้อนที่ร้อนจัด และริชาร์ด เบลชินเดน พ่อค้าชาชาวอังกฤษ ไม่สามารถหาใครมาลองชิมตัวอย่างชาอุ่นของเขาได้ ด้วยการพลิกแพลงอย่างชาญฉลาด เขาจึงเติมน้ำแข็งลงในตัวอย่างชาเพื่อช่วยให้ผู้เข้าชมงานคลายร้อน
ผลลัพธ์ที่สดชื่นนั้นได้รับความนิยมในทันทีและทำให้ชาเย็นเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก จนทำให้เบลชินเดนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ทำให้ชาเย็นเป็นที่นิยม
แน่นอนว่าลิปตันก็เห็นโอกาสและเข้าร่วม “ตลาดชาเย็น” และยกระดับความสะดวกสบายไปอีกขั้น
ในปี 1964 พวกเขาเปิดตัวผงชาเย็นสำเร็จรูปเป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ จากนั้นในปี 1972 จึงเริ่มบรรจุชาเย็นลงในกระป๋องเพื่อให้ผู้คนพกพาไปได้ทุกที่
แต่สิ่งที่เปลี่ยนเกมอย่างแท้จริงเกิดขึ้นในปี 1991 ลิปตันร่วมมือกับเป๊ปซี่-โคล่าในการร่วมทุนเพื่อจัดจำหน่ายชาเย็นพร้อมดื่มแบบบรรจุขวด
ทันใดนั้น ชาเย็นลิปตันก็มีอยู่ทุกหนทุกแห่งในโลก ตั้งแต่ร้านโชห่วยไปจนถึงร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารต่าง ๆ
ปัจจุบัน บริษัท Lipton Teas and Infusions เป็นเจ้าของหลักของแบรนด์ชาลิปตัน โดยเข้าซื้อกิจการจากยูนิลีเวอร์ในเดือน ก.ค. 2022 โดย CVC Capital Partners และดำเนินงานในฐานะบริษัทอิสระ ซึ่ง ณ เดือนกันยายน 2024 รายได้ประจำปีของ Lipton Teas and Infusions สูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 แสนล้านบาท)
แต่ถ้าเป็นสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มพร้อมดื่มของลิปตัน เช่น ชาเย็นบรรจุขวด ยังอยู่ในการดูแลของยูนิลีเวอร์ร่วมทุนกับเป๊ปซี่โค
ส่วนชาลิปตันในประเทศจำหน่ายภายใต้ความร่วมมือระหว่างซันโทรีและเป๊ปซี่โค เบฟเวอรี ไทยแลนด์
สำหรับคนไทย ลิปตันเป็นเครื่องดื่มที่นอกจากจะมอบความสดชื่อแล้วยังมีความหลากหลาย เพราะมีการคิดค้นรสชาติใหม่ ๆ มาให้ลิ้มลองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นรสเลมอนคลาสสิก รสพีชหวาน หรือรสมะม่วง
ความสมดุลที่ลงตัวระหว่างกลิ่นอายของชาและความสดชื่นของผลไม้ ทำให้คนไทยกลายคนผ่านฤดูร้อนมาได้
ความยั่งยืนที่ไม่ใช่แค่เรื่องของอายุ
การที่ชาลิปตันอยู่มาได้ยาวนานถึง 150 ปีนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเป็นเครื่องดื่มที่มอบความเย็นสดชื่นเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขายังทำงานในเรื่องของความยั่งยืนด้วย
ลิปตันเป็นบริษัทชาชั้นนำแห่งแรกที่ประกาศความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนอย่างเป็นทางการในปี 2007 ปัจจุบัน พวกเขากำลังทยอยใช้ขวด rPET 100% เพื่อช่วยโลกไปพร้อม ๆ กับการฟื้นฟูโลก
ในปี 2018 พวกเขายังได้เปิดตัวถุงชาที่ย่อยสลายได้เองที่บ้านเป็นครั้งแรกในสหราชอาณาจักร
ปัจจุบัน ลิปตันเป็นแบรนด์ชาอันดับต้น ๆ ของโลก ได้รับความนิยมในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก เป็นแบรนด์ที่อยู่รอดมาได้แม้เจอทั้งสงครามโลก การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และรสนิยมที่เปลี่ยนไป
จากร้านแรกของ เซอร์ โทมัส ลิปตัน ในปี 1871 จนถึงขวดในมือคุณวันนี้ พันธกิจของแบรนด์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการทำให้เครื่องดื่มคุณภาพเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน
ดังนั้น ครั้งต่อไปที่คุณเหงื่อออกท่วมตัวท่ามกลางแสงแดด หากซื้อลิปตันมาดื่ม ก็ขอให้คิดว่า คุณกำลังดื่มนวัตกรรมทางธุรกิจเก่าแก่กว่า 150 ปีที่ทำให้คุณไม่แห้งเหี่ยวในโลกที่ร้อนระอุขึ้นทุกวัน
เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB