ร้านอาหาร หรือ สถานบันเทิง เส้นแบ่งของกฎหมาย ความปลอดภัย และการขอใบอนุญาต
ชวนดูความแตกต่างของการขออนุญาตเปิด "ร้านอาหาร" หรือ "สถานบันเทิง" เส้นแบ่งของกฎหมาย ความปลอดภัย และการขอใบอนุญาต จากข้อสงสัย กรณีไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว
จากกรณีเหตุเพลิงไหม้ "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว" จนเกิดคำถามในสังคมว่า สถานประกอบการแห่งนี้จัดอยู่ในประเภท "ร้านอาหาร" หรือ "สถานบริการ" ตามกฎหมาย เนื่องจากทั้งสองประเภทมีกฎหมายที่ใช้กำกับดูแลแตกต่างกัน ทั้งในด้านการขอใบอนุญาต เวลาการให้บริการ มาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงภาระภาษี
PPTV Wealth ชวนทำความเข้าใจความแตกต่างของการประกอบกิจการทั้ง 2 ประเภทในมุมของกฎหมาย
"สถานบริการ" พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509
สถานบริการอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 ซึ่งกำหนดให้สถานบริการมีหลายประเภท อาทิ สถานเต้นรำ ดิสโกเธก ผับ บาร์ สถานที่จำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงเพื่อความบันเทิง และเปิดให้บริการหลังเวลา 24.00 น. รวมถึงสถานอาบน้ำ นวด หรืออบตัว ตามที่กฎหมายกำหนด
นิยามของ "สถานบริการ" ตามกฎหมาย คือ สถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในทางการค้า ได้แก่
- สถานเต้นรำ รำวง หรือรองเง็ง ทั้งประเภทที่มีและไม่มีคู่บริการ
- สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอื่นจำหน่ายและให้บริการ โดยมีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้า
- สถานอาบน้ำ นวด หรืออบตัว
สำหรับสถานบริการประเภทที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต (Zoning) จะสามารถเปิดให้บริการได้ตามเวลาที่กฎหมายกำหนด เช่น ตั้งแต่เวลา 21.00-02.00 น. และกฎหมายกำหนด และห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์เข้าใช้บริการ
ร้านอาหาร อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535
ขณะที่ ร้านอาหาร อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 รวมถึงกฎหมายท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประกอบกิจการจำหน่ายอาหาร
หากร้านอาหารประสงค์จะจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะต้องได้รับใบอนุญาตจำหน่ายสุราตามกฎหมายสรรพสามิต ซึ่งเป็นการขออนุญาตแยกจากใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร
รวมถึงร้านอาหารไม่มีเวลาปิดตามกฎหมายสถานบริการ แต่การจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะต้องเป็นไปตามช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ เวลา 11.00-14.00 น. และ 17.00-24.00 น. เว้นแต่มีข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด
ร้านอาหาร-สถานบริการ กับ ความแตกต่างด้านสถานที่ตั้ง
สถานบริการ จะต้องตั้งอยู่ในพื้นที่ที่กฎหมายกำหนดให้สามารถประกอบกิจการได้ (Zoning) และต้องไม่ตั้งอยู่ในบริเวณที่อาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อวัด โรงเรียน โรงพยาบาล หรือชุมชน ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
ส่วน ร้านอาหาร สามารถเปิดดำเนินกิจการได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม หากมีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะต้องปฏิบัติตามข้อห้ามเกี่ยวกับสถานที่จำหน่ายสุราตามกฎหมาย เช่น วัดหรือสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา สถานพยาบาลและร้านขายยา สถานที่ราชการ (ยกเว้นสโมสร) หอพัก สถานศึกษา สถานีบริการน้ำมัน และสวนสาธารณะของทางราชการ เป็นต้น
ทั้งนี้ จากข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลของ "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว" กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ของบริษัทผู้ประกอบกิจการ ระบุวัตถุประสงค์ว่า ประกอบกิจการบริการด้านอาหารในภัตตาคารหรือร้านอาหาร รวมถึงจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม สุรา เบียร์ การแสดงดนตรีสด และการแสดงโชว์ทุกชนิด
ซึ่งการจดทะเบียนวัตถุประสงค์ของบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นเพียงการแจ้งขอบเขตการประกอบธุรกิจของนิติบุคคลเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวโดยอัตโนมัติ ผู้ประกอบการยังต้องขอใบอนุญาตเฉพาะตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินกิจการ
มาตรฐานความ "ปลอดภัย" ของ สถานบริการ
มาดูฝั่ง มาตรฐานความปลอดภัย ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรการป้องกันอัคคีภัย โดยระบุว่า สถานบริการ เช่น ผับ บาร์ หรือคาราโอเกะ มีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและมาตรการควบคุมเพิ่มเติมจากกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการใช้งานของผู้ใช้บริการจำนวนมาก
1. ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย (Fire Safety)
- ติดตั้งระบบตรวจจับควันหรือความร้อน พร้อมสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่
- จัดให้มีถังดับเพลิงในจำนวนเพียงพอ พร้อมตรวจสอบให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
- ออกแบบระบบระบายควันเพื่อลดการสะสมของควันและเพิ่มความปลอดภัยในการอพยพ
- หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุตกแต่งที่ติดไฟง่าย เช่น โฟมหรือวัสดุซับเสียงที่ไม่ทนไฟ
2. ทางหนีไฟและทางออกฉุกเฉิน
- ทางเดินสู่ทางหนีไฟต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง
- ติดตั้งป้ายทางออกฉุกเฉินและไฟส่องสว่างสำรอง (Emergency Light)
- ประตูทางออกฉุกเฉินต้องเปิดออกสู่ภายนอกได้ง่าย และไม่ล็อกระหว่างเวลาทำการ
- จำนวนทางออกต้องสอดคล้องกับความจุของอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร
3. ระบบอาคารและการควบคุมความหนาแน่นของผู้ใช้บริการ
- ตรวจสอบระบบไฟฟ้า ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้ารั่ว และใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน
- ควบคุมจำนวนผู้เข้าใช้บริการไม่ให้เกินความจุของสถานที่ เพื่อลดความเสี่ยงจากความแออัดและเหตุเบียดเสียด (Crowd Crush)
4. การบริหารจัดการและการฝึกอบรมพนักงาน
- ซ้อมแผนดับเพลิงและอพยพหนีไฟอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง
- กำหนดหน้าที่ของพนักงานแต่ละคนอย่างชัดเจน เช่น ผู้ตัดกระแสไฟฟ้า ผู้นำอพยพลูกค้า และผู้ประสานงานแจ้งเหตุฉุกเฉิน
ซึ่ง ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า โรงเบียร์ลาดพร้าว ที่ถูกไฟไหม้ได้จดทะเบียนประกอบกิจการในหมวด "การบริการด้านอาหารในภัตตาคาร/ร้านอา หาร" จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม และแอลกอฮอล์ แต่รูปแบบการดำเนินกิจการจริงมีลักษ ณะเป็นร้านอาหารกึ่งสถานบันเทิงโดยมีการแสดงดนตรีสด แต่ไม่ได้จดทะ เบียนเป็น"สถานบริการ" (ผับ บาร์ หรือสถานบันเทิงเต็มรูปแบบ) ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ เนื่องจาก ลักษณะทางกายภาพและโครงสร้างของอาคารร้าน ดังนี้
- รูปแบบอาคาร เป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียว
- โครงสร้างหลังคา มุงด้วยหลังคาเมทัลชีต
- การตกแต่งภายใน มีการบุวัสดุโฟมเก็บเสียง (พอลิยูรีเทนโฟม) ไว้บนฝ้าเพดานและผนังเพื่อซับเสียง ซึ่งเป็นวัตถุไวไฟและทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว
- จุดเข้า-ออกและทางหนีไฟ ข้อมูลจากผู้ดูแลร้านระบุว่ามีทางออกรวม 4 จุด คือ ประตูด้านหน้า 2 จุด (ทางเข้าออกหลักซึ่งค่อนข้างแคบ)ประตูห้องน้ำ1 จุด และประตูห้องครัว1จุด แต่ในการตรวจสอบพบว่าไม่มีป้ายบอกทางหนีไฟที่ชัด เจนไฟสำรองไม่ทำงานและประตูหนีไฟบางส่วนถูกโต๊ะเก้าอี้กีดขวางหรือไม่ได้เปิดใช้งานจริงในขณะเกิดเหตุ ทำให้นักท่องเที่ยววิ่งไปออกันอยู่ที่ประตูด้านหน้าและติดค้างอยู่บริเวณที่ห้องน้ำจำนวนมาก
- ระบบดับเพลิง ในตัวอาคารไม่มีระบบสปริงเกอร์ดับเพลิงอัตโนมัติ มีเพียงถังดับเพลิงเคมีติดตั้งไว้เท่านั้น
- พื้นที่ความเสียหาย ตัวร้านมีพื้นที่ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมดประมาณ 164 ตารางเมตร
ความแตกต่างด้านภาษี
ร้านอาหาร
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีในอัตรา 7%
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยอัตราภาษีขึ้นอยู่กับประเภทของนิติบุคคลและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับ สำหรับนิติบุคคลประเภท SMEs ที่เข้าเกณฑ์ตามที่กรมสรรพากรกำหนด จะได้รับสิทธิอัตราภาษีแบบขั้นบันได ขณะที่บริษัททั่วไปเสียภาษีในอัตรา 20%
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนหรือเงินได้ของลูกจ้างและคู่ค้าตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร หากเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
- ภาษีป้าย กรณีติดตั้งป้ายชื่อร้าน เครื่องหมายการค้า หรือป้ายโฆษณา
- ภาษีศุลกากร หากมีการนำเข้าวัตถุดิบหรืออุปกรณ์จากต่างประเทศที่อยู่ในบัญชีสินค้านำเข้า
- ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สำหรับเจ้าของที่ดินหรืออาคารที่ใช้ประกอบกิจการ
นอกจากนี้ หากมีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังต้องชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขายสุราประจำปีตามที่กรมสรรพสามิตกำหนด
สถานบริการ
นอกจากภาษีทั่วไปเช่นเดียวกับธุรกิจร้านอาหารแล้ว สถานบริการยังมีหน้าที่เสีย ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) ซึ่งจัดเก็บจากรายรับของสถานบริการตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
ปัจจุบัน กรมสรรพสามิตได้ขยายมาตรการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสถานบริการ เช่น ไนต์คลับ ผับ บาร์ และอาบอบนวด เหลือ 5% ของรายรับ จากเดิม 10% โดยมาตรการดังกล่าวมีผลถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB