เครื่องสำอางจีนมาแรง! C-Beauty เปลี่ยนเกมเอเชีย
เครื่องสำอางจีนมาแรง! ปี 2568 ไทยนำเข้าจากจีนแตะ 5.4 พันล้านบาท เพิ่ม 34.3% สะท้อน C-Beauty ที่กำลังขยายอิทธิพลในตลาดความงามเอเชีย
นางสาวสุจิตรา อันโน นักวิเคราะห์ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS วิเคราะห์ว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสความงามตามแบบฉบับพี่สาวจีนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ตามการขยายตัวของคอนเทนต์จีน ทั้งการแต่งหน้าสไตล์ “โต่วอิน” (Douyin Makeup) ที่แพร่หลายทางสื่อสังคมออนไลน์ และ C-Drama ที่ขยายฐานผู้ชมทั้งในไทย และทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากผลสำรวจของ OnDemandIQ (มี.ค. 2568) ซึ่งพบว่า ผู้ชมไทย 54% ชื่นชอบคอนเทนต์จีน สูงกว่าคอนเทนต์เกาหลีใต้ที่ 51%
ขณะที่ ยอดรับชมบน iQIYI International ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 130% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีซีรีส์จีนเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ2 นอกจากนี้ ความนิยมของ C-Drama โดยเฉพาะซีรีส์จีนย้อนยุค ช่วยเพิ่มการมองเห็นรูปแบบความงามแบบจีน และมีส่วนสนับสนุนกระแส “New Chinese Makeup” ในกลุ่มผู้บริโภคไทย ทำให้เปิดรับ C-Beauty มากขึ้น
สะท้อนจาก มูลค่านำเข้าเครื่องสำอางจีนของไทยที่เพิ่มเป็น 5.4 พันล้านบาท ในปี 2568 สูงกว่าปี 2562 ราว 1.5 เท่า และขยายตัว 34.3%YoY สวนทางกับมูลค่านำเข้าเครื่องสำอางโดยรวมที่หดตัว 7.4%YoY ขณะที่ครึ่งแรกของปี 2569 จีนขึ้นเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 มีสัดส่วนเพิ่มจาก 11% เป็น 24% (เทียบ 1H/2562) และมูลค่านำเข้าขยายตัวถึง 39.8%YoY
อย่างไรก็ดี C-Beauty กำลังก้าวข้ามจากกระแสความนิยมในประเทศ สู่คู่แข่งสำคัญในตลาดเครื่อง
สำอางเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งเป็นทั้งตลาดเป้าหมายของแบรนด์จีน และตลาดส่งออกหลักของไทย โดยมีสัดส่วนราว 38% โดยในปี 2568 จีนส่งออกเครื่องสำอางมายังอาเซียน 711 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 94.2% จากปี 2565 หรือเติบโตเฉลี่ย 24.8% ต่อปีในช่วงปี 2565-68 และสูงกว่าก่อนโควิดราว 1.9 เท่า
บทความนี้จึงชวนวิเคราะห์ปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จของ C-Beauty และบทเรียนที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ผู้บริโภคจีนยุคใหม่ปลุกกระแส C-Beauty
ตลาดเครื่องสำอางของจีนใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐฯ โดยคาดว่าในปี 2575 จะมีมูลค่าแตะระดับ 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตเฉลี่ยปีละ 6.1% นับเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง สะท้อนโอกาสจากฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ และความต้องการที่ยังขยายตัว โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ชนชั้นกลาง และผู้บริโภคในเมืองรอง ซึ่งใส่ใจด้านความงามมากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงขนาดตลาด แต่คือ ทัศนคติของผู้บริโภคที่เปิดรับแบรนด์เครื่องสำอางจีนรุ่นใหม่ หรือ C-Beauty มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials ตามกระแส “กั๋วฉาว” (Guochao) หรือ “China Chic” ที่ทำให้ความเป็นจีนถูกถ่ายทอดผ่านเรื่องราว วัตถุดิบ งานออกแบบ และบรรจุภัณฑ์ร่วมสมัย จนกลายเป็นจุดขายที่เชื่อมโยงกับรสนิยม และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ พร้อมเปลี่ยนภาพลักษณ์ C-Beauty จากที่เน้นแข่งขันด้านราคาสู่แบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ และคุณค่าในสายตาผู้บริโภค
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก CAFFCI ระบุว่า แบรนด์เครื่องสำอางจีนมีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่าแบรนด์ต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2566 โดยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 50% ในปี 2565 เป็น 57% ในปี 2568 สอดคล้องกับผลการจัดอันดับ 50 แบรนด์เครื่องสำอางขายดีในจีนประจำปี 2568 พบว่า แบรนด์จีนติดอันดับมากที่สุด 22 แบรนด์ หรือ 44% ของทั้งหมด สะท้อนว่า C-Beauty ได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และขยับจากแบรนด์ทางเลือกขึ้นมาเป็นผู้เล่นหลักในตลาดแล้ว
นอกจากนี้ ผู้บริโภคจีนยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่ามากขึ้น ผลักดันให้แบรนด์ท้องถิ่นพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง สะท้อนว่า C-Beauty เติบโตจากทั้งความต้องการของผู้บริโภค และขีดความสามารถของแบรนด์ ไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น จึงมีศักยภาพขยายตัวทั้งในประเทศและตลาดโลก
C-Beauty มาแรง ดันจีนขึ้นแท่นผู้ส่งออกอันดับ 5 ของโลก
ความนิยมของ C-Beauty กำลังขยายจากตลาดจีนสู่ตลาดต่างประเทศ สะท้อนจากมูลค่าส่งออกเครื่องสำอางของจีนที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันจีนเป็นผู้ส่งออกเครื่องสำอางอันดับ 5 ของโลก หลังครองอันดับ 8 มายาวนานมากกว่า 10 ปี โดยในปี 2568 จีนส่งออกเครื่องสำอางไปทั่วโลกกว่า 4,393 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ถึง 55.3% ขณะที่มูลค่าส่งออกเครื่องสำอางทั่วโลกขยายตัวเพียง 9.3% และหากเทียบกับช่วงก่อนโควิด (ปี 2562) พบว่า จีนส่งออกเครื่องสำอางเพิ่มขึ้น 58.4% การส่งออกที่ขยายตัวสูงกว่าตลาดโลก บ่งชี้ว่า C-Beauty มีบทบาทในตลาดต่างประเทศมากขึ้นหลังโควิด โดยเครื่องสำอางสำหรับแต่งหน้า (Make-up) ที่มีสัดส่วนกว่า 40% ของมูลค่าส่งออกเครื่องสำอางของจีนทั้งหมด เติบโตสูงถึง 53.7% เมื่อเทียบกับปี 2565 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 15.4% (CAGR ปี 2565-68)
C-Beauty เปลี่ยนเกมจากแข่งขันด้วยราคา สู่การสร้างแต้มต่อด้วยนวัตกรรม
ความได้เปรียบของ C-Beauty ไม่ได้มาจากต้นทุน หรือกระแสนิยมสินค้าที่ผลิตในประเทศเท่านั้น แต่อยู่ที่ระบบ Data-to-Product-to-Market ที่เชื่อมข้อมูลผู้บริโภค R&D การผลิต และ Social Commerce ให้ทำงานเป็นวงจรเดียวกัน ซึ่งช่วยให้แบรนด์สามารถทดลองสินค้า เรียนรู้ตลาด ปรับผลิตภัณฑ์ และสร้างยอดขายได้รวดเร็ว พร้อมลดความเสี่ยงจากสินค้าที่ไม่ตอบโจทย์ บางแบรนด์จึงนำสินค้าออกสู่ตลาดได้ภายใน 6-9 เดือน เทียบกับกระบวนการทั่วไปที่ใช้เวลาราว 12-18 เดือน และอาจนานกว่า 18 เดือน สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อน ความได้เปรียบเชิงระบบนี้จึงเป็นฐานให้ C-Beauty ขยับจากการแข่งขันด้านราคาสู่การแข่งขันด้วยนวัตกรรม คุณภาพ และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ โดยมีองค์ประกอบสำคัญดังต่อไปนี้
1. ตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ ทำหน้าที่เป็น “สนามทดลองเชิงพาณิชย์” จีนมีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน และผู้บริโภคหลากหลายทั้งอายุ รายได้ ภูมิภาค สภาพผิว และพฤติกรรมการใช้เครื่องสำอาง และผลสำรวจของ iiMedia Research ปี 2568 พบว่า กลุ่มตัวอย่าง 96.1% ใช้เครื่องสำอางในชีวิตประจำวัน สะท้อนฐานอุปสงค์ที่กว้าง เป็นการเปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถทดลองผลิตภัณฑ์ ระดับราคา และแนวทางการตลาดกับผู้บริโภคหลายกลุ่ม ก่อนคัดเลือกสินค้าที่ได้รับการตอบรับดีไปขยายผลในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น ตลาดจีนไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังเป็นฐานการเรียนรู้ตลาด และพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ C-Beauty
2. ข้อมูลและความเข้าใจผู้บริโภค ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการพัฒนานวัตกรรม และต่อยอดผลิตภัณฑ์ได้รวดเร็ว ผลสำรวจในช่วงปี 2568-69 ชี้ว่า ผู้บริโภคจีนเลือกซื้อเครื่องสำอางอย่างมีเหตุผลมากขึ้น โดยเน้นประสิทธิภาพ ความเหมาะสมเฉพาะบุคคล และประสบการณ์ใช้งานจริง ขณะที่แพลตฟอร์มอย่าง Douyin, Tmall และ Xiaohongshu ช่วยให้ แบรนด์ติดตามกระแส ยอดขาย การคืนสินค้า และความคิดเห็นของผู้บริโภคได้เกือบเรียลไทม์ จึงนำข้อมูลด้านปัญหาผิว ส่วนผสม สี เนื้อสัมผัส และโอกาสในการใช้งาน ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์และปรับกลยุทธ์การตลาดได้เร็วขึ้น สะท้อนว่า C-Beauty กำลังเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าตามกระแส ไปสู่การใช้ข้อมูลสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดได้แม่นยำขึ้น
3. ห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร ช่วยลดต้นทุนและเร่งการพัฒนาสินค้า ความได้เปรียบของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางจีนไม่ได้มาจากกำลังการผลิตขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังได้แรงหนุนจากห่วงโซ่อุปทานครบวงจร ตั้งแต่วัตถุดิบ R&D บรรจุภัณฑ์ OEM/ODM และการทดสอบคุณภาพ ไปจนถึงโลจิสติกส์และช่องทางจำหน่าย อีกทั้ง ผู้ประกอบการยังกระจุกตัวอยู่ในคลัสเตอร์สำคัญ เช่น กว่างโจว เซี่ยงไฮ้ และเจ้อเจียง จึงประสานงานตลอดกระบวนการผลิตได้คล่องตัว โดยเฉพาะเขตไป๋หยุน เมืองกว่างโจว ที่มีผู้ประกอบการเครื่องสำอางขนาดใหญ่ 576 ราย ในไตรมาส 1/2568 เพิ่มขึ้นมากกว่า 2.6 เท่า จากประมาณ 218 รายในปี 2564 ซึ่งการอยู่ร่วมกันของผู้ผลิตวัตถุดิบ OEM/ODM ห้องปฏิบัติการ บรรจุภัณฑ์ และโลจิสติกส์ ช่วยลดระยะเวลาในการประสานงาน และเอื้อต่อการทดลองผลิตได้รวดเร็ว
4. จีนมีศักยภาพด้านวิจัยและพัฒนา เสริมแต้มต่อ C-Beauty ด้วยนวัตกรรมที่พิสูจน์ได้ ความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพกำลังผลักดันให้แบรนด์จีนยกระดับ R&D ผลสำรวจของ iiMedia Research ปี 2568 พบว่า ผู้บริโภคจีนให้น้ำหนักกับประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ (50.5%) และส่วนผสม (43.8%) มากกว่าแบรนด์ (38.5%) สะท้อนว่า การแข่งขันกำลังเปลี่ยนจากความใหม่ไปสู่ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้และความน่าเชื่อถือ แบรนด์จีนจึงเร่งพัฒนาส่วนผสม สูตร และเทคโนโลยีที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ โดยบริษัทเครื่องสำอางชั้นนำในจีน 10 แห่ง เพิ่มเงินลงทุนด้าน R&D จาก 630 ล้านหยวนในปี 2562 เป็น 1,873 ล้านหยวนในปี 2567 หรือเกือบ 3 เท่า ตอกย้ำว่า C-Beauty กำลังผสานความเร็วกับนวัตกรรม เพื่อขยับสู่ตลาดมูลค่าสูงขึ้น
5. ระบบ Social Commerce ที่แข็งแกร่ง ช่วยเสริมศักยภาพการขายและขยายฐานลูกค้า จีนมีแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันตลอดเส้นทางการซื้อสินค้า ตั้งแต่ Xiaohongshu ที่สร้างการค้นพบและความเชื่อมั่นผ่านรีวิว Douyin, Kuaishou และ Taobao Live ที่ใช้วิดีโอสั้นและไลฟ์สตรีมเร่งการตัดสินใจซื้อ Tmall ที่รองรับการค้นหาและปิดการขาย ไปจนถึง WeChat ที่ช่วยบริหารสมาชิก และกระตุ้นการซื้อซ้ำ
ทั้งนี้ ข้อมูลของ WPIC ระบุว่า ปี 2568 Douyin แซง Tmall ขึ้นเป็นแพลตฟอร์ม E-commerce ที่มี GMV หมวดความงามสูงที่สุดเป็นครั้งแรก ขณะที่ตลาด Social Commerce ของจีนคาดว่าจะแตะ 6.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2575 เติบโตเฉลี่ยปีละ 35.6% ตอกย้ำบทบาทของ Social Commerce ในการสนับสนุน C-Beauty ทั้งการสร้างกระแส ทดลองตลาด และเปลี่ยน Engagement เป็นยอดขาย
T-Beauty บนโจทย์ใหม่ เมื่อโอกาสเติบโตมาพร้อมการแข่งขันที่เข้มข้น
ตลาดเครื่องสำอางไทยยังมีศักยภาพ แต่การขยายตัวของ C-Beauty กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อแบรนด์ไทย ทำให้การแข่งขันไม่ได้วัดกันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว ตลาดเครื่องสำอางไทย คาดว่าจะมีมูลค่าราว 2.3 แสนล้านบาท ในปี 2575 เติบโตเฉลี่ย ปีละ 6.3% ในช่วงปี 2568-75 โดยมีแรงหนุนจากความต้องการด้านสุขภาพผิวและประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ การขยายฐานลูกค้าสู่ผู้ชายและผู้สูงอายุ รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ที่ช่วยให้เข้าถึงสินค้าใหม่ได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ดี แบรนด์ไทยต้องแข่งขันกับแบรนด์ต่างประเทศที่มีจุดแข็งชัดเจน ทั้ง แบรนด์ยุโรป ด้านภาพลักษณ์พรีเมียม งานวิจัย และความน่าเชื่อถือ J-Beauty ด้านคุณภาพและความปลอดภัย และ K-Beauty ด้านการสร้างเทรนด์ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และวัฒนธรรมเกาหลี ซึ่ง K-Beauty และ J-Beauty มีฐานลูกค้าแข็งแกร่งในไทย ทำให้การแข่งขันทวีความเข้มข้นขึ้น
ขณะเดียวกัน C-Beauty กำลังเพิ่มแรงกดดันทั้งในไทยและตลาดส่งออก โดยเฉพาะอาเซียนซึ่งเป็นตลาดหลัก โดยไม่ได้แข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่สู้ด้วยสินค้าคุณภาพดี บรรจุภัณฑ์โดดเด่น และการออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการลงทุนด้านคอนเทนต์ โปรโมชั่น และการหาลูกค้าออนไลน์ จึงขยายฐานลูกค้าได้รวดเร็ว
ดังนั้น โจทย์ของเครื่องสำอางไทย หรือ T-Beauty ไม่ใช่เพียงการเติบโตไปพร้อมกับตลาด แต่ต้องสร้างความแตกต่างและรักษาความสามารถในการแข่งขันระยะยาว บทเรียนจาก C-Beauty ซึ่งยกระดับจากการแข่งขันด้านราคาสู่ความแข็งแกร่งด้านสินค้า นวัตกรรม และการตลาด จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในส่วนถัดไป
บทเรียนจาก C-Beauty สู่การยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย
ความสำเร็จของ C-Beauty สะท้อนว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไม่ได้ขึ้นอยู่กับแบรนด์ หรือผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง แต่เกิดจากการพัฒนาทั้งระบบ ตั้งแต่การค้นหาความต้องการของตลาด จนถึงการผลิตและสร้างรายได้จากสินค้าใหม่ บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการออกสินค้าให้เร็ว แต่คือการเชื่อมโยงผู้เล่น และเปลี่ยนข้อมูลตลาดเป็นสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับไทย แม้มีจุดแข็งด้าน OEM/ODM สมุนไพร วัตถุดิบธรรมชาติ และช่องทางดิจิทัล แต่ยังมีช่องว่างด้านการใช้ข้อมูล การต่อยอดงานวิจัยเชิงพาณิชย์ มาตรฐานวัตถุดิบและโรงงาน ตลอดจนการสร้างฐานลูกค้า ไทยจึงควรปรับใช้บทเรียนจาก C-Beauty ให้เหมาะกับบริบทประเทศ ผ่าน 5 แนวทางสำคัญต่อไปนี้
- ใช้ข้อมูลผู้บริโภคเพิ่มความแม่นยำในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไทยควรใช้ข้อมูลผู้บริโภคทั้งในการวางแผนการตลาด และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ข้อมูลจาก Worldpanel by Numerator ระบุว่า ออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการซื้อเครื่องสำอางของคนไทย ขณะที่ผู้บริโภคมีความภักดีต่อแบรนด์ต่ำ และเปิดรับสินค้าใหม่11 ด้าน Macromill SEA พบว่า ผู้หญิงไทยให้น้ำหนักกับ KOL ส่วนผู้ชายเชื่อถือผู้เชี่ยวชาญและบุคคลใกล้ชิดมากกว่า สะท้อนว่าปัจจัยตัดสินใจแตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม แบรนด์จึงควรวิเคราะห์ข้อมูลการค้นหา รีวิว และความคิดเห็นออนไลน์ เพื่อกำหนดโจทย์และทดสอบสินค้ากับกลุ่มเป้าหมายก่อนขยายการผลิต ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสสำเร็จเชิงพาณิชย์
- ต่อยอดศักยภาพ OEM/ODM สู่ฐานนวัตกรรมเครื่องสำอางไทย ไทยควรต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านสูตร สู่นวัตกรรมที่ผลิตได้จริง และมีทรัพย์สินทางปัญญารองรับ แม้ผู้ผลิตไทยให้บริการครบวงจรและมีคลังสูตรจำนวนมาก แต่งานวิจัยด้านสารสำคัญและส่วนผสมยังต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จำกัด เพราะขาดกลไกเชื่อมโยงนักวิจัยกับผู้ประกอบการ
ภาครัฐจึงควรพัฒนา Co-innovation Platform เชื่อมโยง OEM/ODM ผู้ผลิตวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ มหาวิทยาลัย ห้องปฏิบัติการ และแบรนด์ ตั้งแต่พัฒนาต้นแบบและทดสอบประสิทธิภาพ ไปจนถึงผลิตเชิงพาณิชย์และจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านสูตรเป็นนวัตกรรมที่สร้างความแตกต่าง และแข่งขันด้วยองค์ความรู้มากกว่าราคา
- ยกระดับสมุนไพรไทย สู่วัตถุดิบมูลค่าสูง การมีสมุนไพรหลากหลายยังไม่เพียงพอ หากไม่สามารถพัฒนาเป็นสารออกฤทธิ์ที่ตลาดยอมรับได้ แม้ไทยมีสมุนไพรที่นำไปใช้ประโยชน์ได้กว่า 1,800 ชนิด แต่อุตสาหกรรมสารสกัดสมุนไพรยังพัฒนาในวงจำกัด และพึ่งพาการนำเข้าบางส่วน ขณะที่ฐานข้อมูลของกองผลิตภัณฑ์สมุนไพร อย. มีรายการวัตถุดิบสมุนไพรที่ผ่านการรับรองด้านคุณภาพ เพียง 6 รายการ สะท้อนว่า ไทยจึงต้องเร่งคัดเลือกวัตถุดิบที่มีศักยภาพทางตลาด และสนับสนุนตั้งแต่การควบคุมคุณภาพ การระบุสารสำคัญ การพัฒนาเทคโนโลยีสกัด และการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ไปจนถึงการจดสิทธิบัตรและจัดทำเอกสารสำหรับตลาดต่างประเทศ เพื่อพัฒนา Thai Active Ingredients ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ มีหลักฐานรองรับ และตรวจสอบย้อนกลับได้
- เปลี่ยนยอดขายบนแพลตฟอร์ม สู่ฐานลูกค้าของแบรนด์ ใช้ Social Commerce เพื่อเข้าถึงลูกค้าใหม่ สร้างการซื้อซ้ำ และทดลองตลาดต่างประเทศ ตลาด Social Commerce ของไทย ในปี 2568 มีมูลค่าราว 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 26.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2575 เติบโตเฉลี่ย 27.4% ต่อปี โดยเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคไทยซื้อผ่านช่องทางนี้มากเป็นอันดับ 2
อย่างไรก็ดี ค่าธรรมเนียม ค่าคอมมิชชัน ค่าโฆษณา และส่วนลด อาจกดดันกำไร แบรนด์จึงควรเชื่อม Social Commerce กับ CRM ระบบสมาชิก และบริการหลังการขาย โดยการเชื่อม Messaging API ของธุรกิจ Health & Beauty เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าจากปี 256716 สะท้อนความสำคัญของช่องทางสื่อสารโดยตรง เพื่อเพิ่มการซื้อซ้ำ ลดการพึ่งพาส่วนลด และใช้ Cross-border E-commerce ทดลองตลาดต่างประเทศก่อนขยายการลงทุน
- เสริมความพร้อมผู้ผลิตไทยสู่มาตรฐานสากล ไทยควรสนับสนุนผู้ผลิตที่มีศักยภาพส่งออกให้ผ่าน ASEAN Cosmetic GMP และ ISO 22716 รวมถึงมาตรฐานฮาลาลในกลุ่มสินค้าที่มุ่งตลาดมุสลิม แม้ไทยมีใบอนุญาตสถานที่ผลิตเครื่องสำอางกว่า 5,000 ฉบับ แต่มีสถานประกอบการที่ได้รับรอง ASEAN Cosmetic GMP ราว 240 แห่ง17 สะท้อนช่องว่างด้านระบบควบคุมคุณภาพ และการตรวจสอบย้อนกลับ
ภาครัฐจึงควรพัฒนา Shared Innovation Infrastructure ที่รวบรวมโรงงานต้นแบบ ห้องปฏิบัติการ บริการทดสอบ และผู้เชี่ยวชาญพร้อมสนับสนุนเงินทุนและคำปรึกษาปรับปรุงโรงงาน เพื่อให้ SMEs เข้าถึงบริการในต้นทุนที่เหมาะสม ผลิตสินค้าตามมาตรฐาน และสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ
สรุป
- C-Beauty กำลังขยายบทบาทจากตลาดในประเทศสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงไทยและอาเซียน โดยแรงสนับสนุนจากผู้บริโภครุ่นใหม่และกระแส Guochao ผลักดันให้ส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์เครื่องสำอางจีนสูงกว่าแบรนด์ต่างประเทศ โดยเพิ่มจาก 50% ในปี 2565 เป็น 57% ในปี 2568 ขณะที่มูลค่าส่งออกเครื่องสำอางจีนเพิ่มขึ้น 55.3% ในช่วงเดียวกัน สำหรับไทย มูลค่านำเข้าเครื่องสำอางจากจีนแตะ 5.4 พันล้านบาท ในปี 2568 สูงกว่าปี 2562 ราว 1.5 เท่า สะท้อนว่า C-Beauty กำลังขยายฐานจากความนิยมในประเทศ สู่การแข่งขันในตลาดต่างประเทศอย่างชัดเจน
- การขยายตัวของ C-Beauty กำลังเปลี่ยนภาพการแข่งขันในตลาดเครื่องสำอางเอเชีย จากเดิมที่ K-Beauty โดดเด่นด้านการสร้างเทรนด์ และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ขณะที่ J-Beauty ได้รับความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความปลอดภัย โดย C-Beauty กำลังเปลี่ยนโจทย์การแข่งขันในตลาดเครื่องสำอางด้วยความเร็วในการพัฒนาสินค้า ความเข้าใจผู้บริโภค ดีไซน์โดดเด่น ราคาจับต้องได้ และนวัตกรรมที่มีหลักฐานรองรับ ทำให้ความได้เปรียบไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเท่านั้น แต่รวมถึงคุณภาพ ความแตกต่าง และความสามารถในการเปลี่ยนกระแสให้เป็นยอดขายได้อย่างรวดเร็ว
- สำหรับ T-Beauty โจทย์สำคัญไม่ใช่การแข่งกับจีนด้านขนาดและความเร็ว แต่คือการสร้างความได้เปรียบในตลาดที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ โดยต่อยอดศักยภาพด้าน OEM/ODM สมุนไพร และความเข้าใจปัญหาผิวในสภาพอากาศร้อนชื้น สู่ผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยและมาตรฐานรองรับ พร้อมเชื่อมโยงกับบริการสุขภาพและความงาม เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง เข้าถึงผู้บริโภคต่างชาติ และยกระดับไทยจากฐานการผลิตสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและแบรนด์ความงามที่แข่งขันด้วยคุณภาพและความแตกต่างในตลาดเอเชีย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB