"มะเร็ง" จำเป็นหรือไม่ต้องให้ "คีโม" รู้จักอีก 3 ทางเลือกการรักษา
การรักษามะเร็งนอกจากการให้คีโมแล้ว ยังมีทางเลือกการรักษาอีก 3 ทาง ที่เหมาะสมกับมะเร็งแต่ละชนิดแตกต่างกันไป
“การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ยังคงเป็นเรื่องจริงที่ใช้ได้อยู่เสมอ เพราะขึ้นชื่อว่าอาการเจ็บป่วยแล้ว ไม่ว่าจะเล็ก หรือใหญ่ ก็ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง คนที่รัก หรือแม้แต่คนใกล้ชิด โดยเฉพาะโรคมะเร็งด้วยแล้ว เป็นไปได้ก็ขออย่าได้เจอเลย แต่ชีวิตจริงที่ทำได้ก็คือการยอมรับตัวโรคที่เป็น แล้วหาวิธีแนวทางรักษาต่อไป โชคดีที่ความก้าวหน้าของวิทยาการทางการแพทย์ก้าวไกลขึ้นมาก ทำให้ปัจจุบันโรคมะเร็งมีหลากหลายวิธีรักษา มากกว่าแค่การให้เคมีบำบัด เพื่อเป็นทางเลือก.. และทางรอดในเวลาเดียวกัน
เคมีบำบัด..จำกัดแค่รักษามะเร็ง?
ด้วยเหตุว่ามะเร็งเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกอวัยวะของร่างกาย หรือแม้แต่อวัยวะเดียวกันก็มีสิทธิ์เกิดเป็นโรคมะเร็งต่างชนิดกันได้ ดังนั้นเมื่อชนิดของมะเร็ง รวมถึงตำแหน่งที่เกิดมะเร็งไม่เหมือนกัน ทำให้มีแนวทาง และรูปแบบการรักษาแตกต่างกันได้ เช่นเดียวกับชนิดของยาเคมีบำบัดหนึ่งตัว ก็ไม่สามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลายชนิด ทางการแพทย์จึงมีสูตรยาเคมีบำบัดหลายขนาน เพื่อใช้ในการรักษาโรคมะเร็งที่หลากหลาย
รู้ให้ลึกเรื่อง“มะเร็ง” รักษาอย่างถูกวิธีด้วย“เคมีบำบัด”
โรคร้าย “มะเร็ง สมอง หัวใจ” รู้ก่อนรักษาได้
การรักษาโรคมะเร็งบางประเภทอาจต้องใช้ยาเคมีบำบัด 2 – 3 ชนิดร่วมกันเพื่อเสริมฤทธิ์การรักษา โดยเป้าหมายของการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด แบ่งได้ ดังนี้
- รักษา เพราะมะเร็งบางประเภทสามารถรักษาได้ด้วยเคมีบําบัดเพียงอย่างเดียว หรือร่วมกับการรักษาแบบอื่น เช่น การผ่าตัด หรือการฉายแสง
- ควบคุม โดยแพทย์จะพิจารณาให้เคมีบำบัดก่อน หรือให้ร่วมกับการรักษาแบบอื่น เพื่อป้องกันไม่ให้มะเร็งลุกลามแพร่กระจาย และทำให้เซลล์เติบโตช้าลง ขนาดลดลง อาจกลายเป็นมะเร็งระยะแรก
- ประคับประคอง เพื่อบรรเทาอาการ มักใช้กับผู้ป่วยมะเร็งระยะแพร่กระจายแล้ว เพื่อลดความเจ็บปวด หรือหยุดการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่นๆ
ทางเลือกรักษาที่มากกว่าให้คีโม
นอกจากการให้ยาเคมีบำบัดหรือคีโม ยังมีอีกหลากหลายทางเลือกการรักษาที่พาให้รอดปลอดภัยจากมะเร็งร้าย โดยเลือก 3 แนวทางที่น่าสนใจมาให้คำแนะนำ เริ่มต้นด้วย
1.ยามุ่งเป้า
การรักษาด้วยยามุ่งเป้า คือยาที่รักษาเฉพาะเซลล์ที่เป็นมะเร็งโดยตรง ส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องต่อการเจริญเติบโต และการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาสูง มีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติน้อยกว่ายาเคมีบำบัด แต่ข้อจำกัด คือยามุ่งเป้านี้ใช้ได้ผลดีเฉพาะเนื้อเยื่อมะเร็งที่มี ‘เป้า’ เฉพาะต่อยาเท่านั้น ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละชนิดของมะเร็ง จึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องได้รับการตรวจหาเป้า (TARGET) จากก้อนเนื้อมะเร็ง หรือจากเลือดของผู้ป่วยมะเร็งก่อน เพื่อเลือกใช้ยามุ่งเป้าให้เหมาะสมกับชนิดของมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย
ตัวอย่างโรคมะเร็งปอด ก่อนเริ่มรักษาต้องตรวจเช็คให้แน่ชัดว่าเป็นมะเร็งปอดจริง เป็นมะเร็งปอดเป็นชนิดใด จากก้อนเนื้อมะเร็ง (พยาธิวิทยา) หรือ Pathological Diagnosis ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจหายีนมะเร็ง EGER Mutation, K-ras, N-ras, Kit, ALK HER-2, PIK3CA, RAF, ROS, T79OM สำหรับรายที่เคยได้รับยามุ่งเป้า คือ EGFR แล้วโรคกำเริบ เพื่อตรวจดูยีนดื้อต่อยามุ่งเป้ากลุ่ม EGFR ดังนั้นแพทย์จึงต้องตรวจให้รู้แน่ชัดก่อนจะให้ยา เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุด”
2.ฮอร์โมนบำบัด
เป็นวิธีการรักษาโดยใช้ฮอร์โมน Hormonal Therapy คือแพทย์จะให้สารต้านฮอร์โมน หรือสารบางชนิด เพื่อไปช่วยยับยั้งฮอร์โมนที่ไม่พึงประสงค์ เนื่องจากฮอร์โมนบางชนิดสามารถกระตุ้นเซลล์มะเร็งได้ การรักษาด้วยวิธีนี้มีความปลอดภัย ผลข้างเคียงน้อยเมื่อเทียบกับการใช้ยาเคมีบำบัด แต่มีข้อจำกัด คือสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้บางชนิด ปัจจุบันใช้ฮอร์โมนบำบัดรักษาโรคมะเร็งเต้านมที่ถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนเพศหญิง และมะเร็งต่อมลูกหมากที่ถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนเพศชายเป็นต้น
ผู้หญิงควรสังเกต อาการบ่งชี้และสัญญาณเตือน "มะเร็ง"
ปิดโอกาสโรคร้าย แนะ 5 ทำ 5 ไม่ ป้องกันมะเร็ง
3.รักษาโรคมะเร็ง โดยคลื่นเอกซ์เรย์
อีกหนึ่งทางเลือกการรักษาโดยคลื่นเอกซ์เรย์ หรือคลื่นกัมมันตรังสีในปริมาณเข้มข้นสูง เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยรังสีความเข้มสูงนี้สามารถทำลายเซลล์ได้ลึกถึงระดับ DNA ซึ่งข้อจำกัด คือมีมะเร็งเพียงไม่กี่ชนิดที่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีนี้ รวมถึงเนื้อเยื่อข้างเคียงอาจได้รับผลกระทบ เช่นเดียวกับการฉายรังสีบริเวณกว้าง ยังมีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงเกิดมะเร็งในตำแหน่งที่เคยได้รับรังสีรักษา
ขอบคุณข้อมูลสุขภาพจาก โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน