เตือน! วัยรุ่นคะนองรักระวัง"ซิฟิลิส" ทำพิษถึงเสียชีวิต
พบกลุ่มเด็กวัยรุ่นติดเชื้อ “ซิฟิลิส” มากกว่าวัยอื่น เพราะเป็นช่วงวัยที่อยากรู้อยากลอง และไม่เห็นความสำคัญของการป้องกัน
ทำความรู้จักซิฟิลิส
“Treponema Pallidum” คือ เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของซิฟิลิส โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่จริงๆ แล้วสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เพราะเป็นโรคที่มักไม่แสดงอาการให้เห็นในช่วงแรก หลายคนจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อโรคดำเนินไปในระยะลุกลาม จนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงที่อันตรายคือถึงขั้นเสียชีวิตได้ และด้วยซิฟิลิสเป็นโรคที่ผู้ป่วยมักไม่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อ
จึงทำให้ซิฟิลิสกลายเป็นโรคติดต่อที่แพร่กระจายได้เร็วจนกลายเป็นปัญหาทั้งในแง่ของความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยเองและการแพร่ระบาดไปยังผู้อื่น
ทุกคนสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้ป่วยโรคซิฟิลิสได้ตามปกติ เพราะลักษณะการติดต่อโรคของซิฟิลิสนั้นจะติดต่อผ่านทางการมี "เพศสัมพันธ์" เป็นหลัก ไม่ว่าจะทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือการมีเพศสัมพันธ์ทางปากกับผู้ป่วยซิฟิลิส โดยจะแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งผ่านการสัมผัสแผลที่เกิดจากโรคโดยตรง และนอกจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์แล้ว ก็ยังสามารถติดต่อผ่านการจูบได้ด้วย คือ ถ้าจูบหรือสัมผัสโดนแผล ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใด ก็สามารถติดเชื้อได้หมด
ทำความรู้จัก "Broken Heart Syndrome" เครียดเกินไปอาจทำร้ายหัวใจคุณ
ข้อควรระวังสุดท้ายที่ควรทราบไว้ คือ เชื้อซิฟิลิสสามารถติดต่อจากแม่สู่ลูกในครรภ์ได้ ทำให้เด็กที่เกิดออกมาเป็นโรคซิฟิลิสตั้งแต่กำเนิด ซึ่งอาจร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
ซิฟิลิสแบ่งระยะอาการออกได้ เป็น 4 ระยะ
ระยะที่ 1 - มีแผล แต่มักมองไม่เห็น
ในระยะแรกนี้นับเป็นระยะที่ซิฟิลิสสามารถแพร่กระจายได้ง่ายมากที่สุด เพราะไม่ได้มีอาการปวดที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกตัวว่ามีอะไรผิดปกติ แต่จะมีอาการที่สังเกตได้คือ “แผลริมแข็ง” เป็นแผลเล็กๆ สีแดง ขอบนูนลักษณะแข็งๆ ซึ่งอาจเป็นแค่แผลเดียวหรือหลายแผลก็ได้ แต่เนื่องจากตำแหน่งที่ขึ้นของแผลนั้นมักอยู่ในที่ลับที่มักไม่ค่อยถูกสังเกตเห็นได้ง่าย อย่างช่องคลอด ทวารหนัก องคชาต หรือในปาก ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัวว่าตัวเองได้รับเชื้อซิฟิลิสแล้ว และกลายเป็นพาหะ แพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ ผ่านการมีเพศสัมพันธ์
ระยะที่ 2 - มีผื่นขึ้นเห็นได้ แต่สุดท้ายก็หายได้เอง
หลังจากเกิดแผลริมแข็งในระยะแรกผ่านไปสักประมาณ 1 เดือนหรือเร็วกว่านั้น ซิฟิลิสจะดำเนินโรคเข้าสู่ในระยะที่ 2 โดยแสดงอาการผื่นขึ้นตามฝ่ามือและฝ่าเท้าให้เห็น แต่ผื่นดังกล่าวจะไม่มีอาการคันร่วมด้วย และมีลักษณะเป็นผื่นจางๆ ที่อาจทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่ได้สนใจ หรือเห็นแล้วก็อาจไม่ได้ตื่นตระหนกมากนัก ถึงแม้บางคนอาจมีไข้ และอาการปวดเมื่อยอ่อนเพลียร่วมด้วย แต่เนื่องจากอาการที่แสดงออกมาไม่ได้มีความรุนแรง และเมื่อปล่อยไปสักพักก็หายเองได้ จึงทำให้ผู้ป่วยก็อาจมองข้ามไปอีกว่าตัวเองมีอาการผิดปกติ และไม่ไปตรวจเพื่อวินิจฉัยรักษา ซึ่งการหายไปเองของอาการระยะที่ 2 นี้ ไม่ได้หมายความว่าเราหายจากโรคแต่อย่างใด เพราะเชื้อซิฟิลิสยังคงดำเนินโรคต่อไป และยังคงแพร่กระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระยะที่ 3 - เชื้อแอบแฝง เหมือนไม่มีอะไร แต่ถึงเวลาเมื่อไรคืออันตราย
นี่ถือเป็นความน่ากลัวที่สุดสำหรับซิฟิลิส เพราะจากระยะที่ 2 ผ่านไป ถ้าผู้ป่วยยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองติดเชื้อและไม่เข้ารับการรักษา อาการต่างๆ ของโรคจะหายไป ราวกับว่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงเชื้อซิฟิลิสนั้นยังคงแฝงตัวและดำเนินโรคต่อไปอยู่ในร่างกายเรา ซึ่งอาจอยู่ได้นานเป็นปีแบบไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เลย นั่นจึงทำให้เป็นสาเหตุของการแพร่กระจายเชื้อที่ลุกลามเป็นวงกว้างได้ ในขณะเดียวกัน หากพ้นจากระยะแฝงไปแล้วกว่าจะรู้ตัวอีกครั้ง โรคก็ดำเนินไปถึงระยะสุดท้ายแล้ว ซึ่งมีอันตรายถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้
ระยะที่ 4 - ระยะสุดท้าย ที่เป็นอันตรายจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิต
ระยะเวลากว่าจะมาถึงระยะสุดท้ายของโรคซิฟิลิสนั้น บางรายอาจนานถึง 10-20 ปีเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อถึงช่วงนี้เมื่อไร นั่นหมายความว่าเชื้อได้แพร่กระจายไปทั่วร่างกายแล้ว และจะทำให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายถูกทำลายไปทีละส่วน ไม่ว่าจะเป็น สมอง หัวใจ กระดูก ตา เส้นเลือด ส่งผลทำให้ผู้ป่วยโรคซิฟิลิสมีอาการทางสมอง เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้เหมือนปกติ ความสามารถในการมองเห็นลดลง และสุดท้ายคือเสียชีวิตในที่สุด
อย่างไรก็ตาม โรคซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าหากตรวจพบเจอตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งการรักษานั้นสามารถทำได้ด้วยการให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลิน ซึ่งระยะเวลาในการรักษา หรือปริมาณยาที่ใช้จะมากหรือน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรคที่ตรวจพบเจอในขณะนั้น แต่หากปล่อยให้โรคดำเนินลุกลามไปจนถึงระยะสุดท้ายแล้ว โอกาสในการรักษาก็จะยิ่งยากขึ้น เนื่องจากเชื้อซิฟิลิสได้แพร่กระจายไปทั่วร่างกายแล้ว ดังนั้น ในทางที่ดีที่สุดหากเราตระหนักว่าเราอาจมีโอกาสเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคซิฟิลิส คือ เป็นกลุ่มที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน ก็ควรหมั่นสังเกตอาการ หรือเข้ารับการตรวจหาซิฟิลิสโดยตรงเพื่อป้องกันเอาไว้ก่อนจะดีที่สุด
ทั้งนี้คนที่มีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นที่ไม่ใช่เพียงแค่คู่นอนของตนเองคนเดียวการเข้ารับการตรวจคัดกรองซิฟิลิสถือเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะความอันตรายของซิฟิลิสคือภัยเงียบที่ไม่เพียงแค่ทำให้เราเสี่ยงโดยไม่รู้ตัวเท่านั้น แต่ยังแพร่กระจายความเสี่ยงไปให้คนอื่นในสังคมอีกด้วย
ผลสำรวจวัยรุ่นไทย เกินครึ่งมีเซ็กส์วันวาเลนไทน์ ไม่สวมถุงยาง ไม่กินยาคุม
ขอขอบคุณข้อมูลสุขภาพจาก : โรงพยาบาลพญาไท