เทียบยารักษาโควิด19 ทั้ง 5 ชนิด อาการหนัก-เบาควรใช้ยาแบบไหน
ฤดูฝนไข้หวัดกลับมาระบาดแต่โควิด19ก็ยังไม่แผ่วงั้นมารู้จักยารักษาโควิด-19ที่ใช้ในไทยทั้ง 5 ชนิด ฟ้าทะลายโจร-ยาฟาวิพิราเวียร์-แพ็กซ์โลวิด โมลนูพิราเวียร์-เรมเดซิเวียร์
จากกรณีที่มีการใช้งานวิจัยจากล่าสุดของสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่งตีพิมพ์ลงในวารสาร Clinical Infectious Diseases ที่ชี้ชัดว่ายาฟาวิพิราเวียร์มีผลเทียบเท่ากับยาหลอกและไม่สามารถรักษาโควิด-19ได้ จนมีแพทย์หลายรายออกมาแสดงการสนับสนุนผลวิจัยดังกล่าว วันนี้เรามาเปิดข้อมูลเทียบกันชัดๆ กับยาต้านโควิด ทั้ง 5 ชนิดที่ไทยรู้จักดี โดยแยกตามกลุ่มสีและอาการ
สรรพคุณของยาฟ้าทะลายโจร
- ลดการอักเสบ ไข้ ไอ เจ็บคอ ปรับภูมิคุ้มกัน รวมทั้งการยับยั้งการเพิ่มจำนวนไวรัส
ผลข้างเคียงของยาฟ้าทะลายโจรอาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย แขนขาอ่อนแรง
วิธีรับประทานยาฟ้าทะลายโจร
- วันละ 180 กรัมต่อวัน แบ่ง 3 มื้อ มื้อละ 60 มิลลิกรัม (จำนวนแคปซูลขึ้นอยู่กับแต่ละยี่ห้อ)
- ทานติดต่อกันไม่เกิน 5 วัน หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์
ข้อควรรู้เกี่ยวกับยาฟ้าทะลายโจร
- ไม่ควรกินร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาลดความดัน แอสไพริน โคลพิโดเกรล (ยาต้านเกล็ดเลือด) และยาวาร์ฟาริน
- ห้ามใช้กับผู้ที่ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
- หากแพ้ให้หยุดกินยาทันที หากทานไปประมาณ 3 วันอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์
- หากซื้อยาฟ้าทะลายโจรทานเอง ควรพิจารณายี่ห้อที่ผ่าน อย.
ยาฟ้าทะลายโจร ไม่สามารถป้องกันไวรัสได้ แต่ช่วยบรรเทาอาการที่ไม่รุนแรง ใช่ในผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการเกิดโรครุนแรง เช่น คัดจมูก มีน้ำมูก ลดโอกาสที่โรคจะลุกลามลงปอด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีน และปฎิบัติตัวตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด
ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir)
ยาชนิดนี้จะไม่ได้ให้สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ทุกคน โดยจะจ่ายให้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการผู้ป่วย กลุ่มสีเหลือง และ กลุ่มที่เริ่มมีความเสี่ยงของโรครุนแรง ผู้ป่วยที่มีอาการโรคร่วม หรือ กลุ่ม 7 โรคเรื้อรัง เช่น ความดัน,เบาหวาน,โรคอ้วน,โรคไต โรคหัวใจ,และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่เริ่มมีภาวะปอดอักเสบ หรือตามดุลยพินิจของแพทย์ ไม่แนะนำให้ใช้กับผู้ที่ยังไม่มีอาการ หรือใช้เพื่อป้องกันโรค ทั้งนี้ปัจจุบันมีจำหน่ายในร้านขายยาแต่ยังต้องมีใบสั่งแพทย์เช่นกัน
- ขึ้นทะเบียนเป็นยาสำหรับรักษาไข้หวัดใหญ่ แต่เป็นยาที่ออกฤทธิ์กว้าง จึงใช้ได้กับโรคติดต่ออื่น ๆ
- ขัดขวางการสร้าง RNA ของไวรัสชนิดต่าง ๆ ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส
- ทำให้เชื้อไวรัสกลายพันธุ์จนภูมิต้านทานของร่างกาย สามารถเข้าไปกำจัดไวรัสได้หมด
ผลข้างเคียงของยาฟาวิพิราเวียร์ ใช้กรณีมีข้อบ่งชี้เท่านั้น
- อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย
- ตา เล็บหรือผิวหนังเปลี่ยนสี เป็นสีม่วงอมน้ำเงิน และพบตาเรืองแสงได้ในผู้ป่วยบางราย ไม่เป็นอันตราย หายเองได้หลังหยุดยาประมาณ 14 วัน
- ตับทำงานหนัก ส่งผลให้ตับอักเสบได้
- อาจเสี่ยงเกิดผลกระทบต่อทารกในครรภ์
- หากใช้เกินความจำเป็น อาจส่งผลให้เกิดการดื้อยาของเชื้อไวรัส และทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง
ขนาดยาที่ใช้สำหรับผู้ใหญ่
- ทานครั้งละ 9 เม็ด ทุก ๆ 12 ชั่วโมงในวันแรก วันต่อมาลดเหลือครั้งละ 4 เม็ด ทุก ๆ 12 ชั่วโมง
ขนาดยาสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักมากกว่า 90 กิโลกรัม
- ทานครั้งละ 12 เม็ด ทุก ๆ 12 ชั่วโมงในวันแรกวันต่อมาลดเหลือครั้งละ 5 เม็ด ทุก ๆ 12 ชั่วโมง
ขนาดยาสำหรับผู้ป่วยเด็ก
- คำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัว ทานติดต่อกัน 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับอาการของโรค และดุลยพินิจของแพทย์
ร้านขายยาไม่สต็อกยาต้านโควิด มองขายไม่ได้จริง
ยาโมลนูพิราเวียร์ (MoInupiravir) เป็นยาเม็ดชนิดรับประทาน ออกฤทธิ์ต้านไวรัส พัฒนาขึ้นเพื่อใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่นอกจากนี้ยาโมลนูพิราเวียร์ออกฤทธิ์ต่อต้านไวรัสโคโรนาหลายชนิด เช่น โรคซาร์ส โรคเมอร์ส และเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19
ผลการวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ระยะที่ 3 พบว่า
- เมื่อให้ยาโมลนูพิราเวียร์ในช่วงระยะต้นของการติดเชื้อ ลดความรุนแรงของโรคลดอัตราการป่วยหนัก ลดความเสี่ยงการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและลดการเสียชีวิตลงได้ประมาณร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ยา
- ยาโมลนูพิราเวียร์เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอกมีประสิทธิภาพรักษาโรคโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
- การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ได้ผลที่สุดในขณะนี้ คือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ร่วมกับปฏิบัติตามมาตรการชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)
สำหรับการให้ยาโมลนูพิราเวียร์ ในผู้ใหญ่ควรให้ยาขนาด 200 มิลลิกรัม/เม็ด จำนวน 4 เม็ด วันละ 2 ครั้ง ส่วนในเด็ก ขณะนี้ยังรับรองให้ใช้เฉพาะผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีความเสี่ยงป่วยโควิด-19 รุนแรงเท่านั้น
ส่วนข้อควรระวังของยาโมลนูพิราเวียร์ มีดังนี้
- มีโอกาสทำให้พัฒนาการของทารกในครรภ์ผิดปรกติ (Teratogenic Effect) ควรระวังการใช้ในหญิงมีครรภ์ และหญิงให้นมบุตร
- ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยาให้ผู้ป่วยตับบกพร่อง
- ต้องให้ยาภายใน 5 วัน ตั้งแต่เริ่มมีอาการจึงจะได้ผลดี ทำให้ลดการนอนโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้ร้อยละ 30
ยาแพ็กซ์โลวิด (Nirmatrevir/Ritonavir)
ยาชนิดดังกล่าว เป็นยา ‘แพ็กคู่’ ประกอบด้วยยาต้านไวรัส 2 ชนิด คือ เนอร์มาเทรลเวียร์(Nirmatrelvir) และริโทนาเวียร์ (Ritonavir) แต่ไม่ได้รวมอยู่ในเม็ดเดียวกันเป็นยาต้านไวรัส ที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุไว้ในแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ของไทย โดยแนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยกลุ่ม ‘สีเหลือง’ คือยังมีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง เช่น มีอายุมากกว่า 60 ปี หรือมีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอดเรื้อรัง,โรคไตเรื้อรัง, โรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง, เบาหวาน, อ้วน, ตับแข็ง, ภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือมีปอดอักเสบเล็กน้อยถึงปานกลาง
สำหรับการให้ยาชนิดนี้
- ใช้ในผู้ใหญ่ควรบริโภคขนาด 150 มิลลิกรัม/เม็ด จำนวน 2 เม็ด เนอร์มาเทรลเวียร์ ที่มีคุณสมบัติยับยั้งการสร้างโปรตีนของไวรัส ทำให้ไวรัสเพิ่มจำนวนต่อไม่ได้ร่วมกับ ริโทนาเวียร์ที่มีฤทธิ์ชะลอการสลายของยาเนอร์มาเทรลเวียร์ ทำให้ยาออกฤทธิ์นานขึ้น ขนาด 100 มิลลิกรัม/เม็ด วันละ 2 ครั้ง
- ส่วนในเด็ก ขณะนี้ยังรับรองให้ใช้เฉพาะผู้ที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป ที่มีความเสี่ยงต่อโควิด-19 รุนแรงเท่านั้น โดยให้ใช้ขนาดยาเดียวกับผู้ใหญ่
ส่วนข้อควรระวังของยาแพ็กซ์โลวิด
- ห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์ และหญิงให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีข้อมูล
- เมื่อใช้แล้ว อาจเกิดปฏิกิริยาร่วมกันกับยาอื่นหลายชนิด เช่น ห้ามใช้ร่วมกับยากลุ่ม ergot, ยากลุ่ม statin, และ amiodarone เป็นต้น
- ต้องให้ยาภายใน 5 วัน ตั้งแต่เริ่มมีอาการจึงจะได้ผลดี ช่วยลดการเกิดอาการรุนแรงได้ 89%
ยาเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) ใช้รักษา กลุ่มผู้ป่วยกลุ่มสีแดง ที่ใช้กันมากในต่างประเทศได้แก่ สหรัฐอเมริกา และอินเดีย เป็นยาฉีดเป็นยาที่มีฤทธิ์ต้านไวรัสได้อย่างกว้างขวางเหมือนกับยาฟาวิพิราเวียร์มีประสิทธิภาพดีต่ออาร์เอนเอ RNA ไวรัสหลายชนิดรวมถึงไวรัสก่อโรคอีโบลาและโคโรนาไวรัสชนิดต่าง ๆ ในกรณีของโคโรนาไวรัสนั้น ผลการศึกษาในหลอดทดลองพบว่ายาเรมเดซิเวียร์มีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสโรคซาร์ส (SARS-CoV), ไวรัสโรคเมอร์ส (MERS-CoV) และไวรัสโควิด-19 (SARS-CoV-2)
กลุ่มผู้ป่วยที่จะได้รับยาเรมเดซิเวียร์
- ผู้ป่วยกลุ่มสีแดง ที่มีอาการหนัก ไม่รู้สึกตัว กินยาไม่ได้
- ผู้ที่มีระบบดูดซึมไม่ดี
- ผู้ที่ใช้ยาฟาวิพิราเวียร์แล้วร่างกายไม่ตอบสนอง
- หญิงตั้งครรภ์
นอกจากนี้ยายังทำให้เกิดการสร้างสารพันธุกรรมอาร์เอนเอของไวรัสที่ผิดปกติและทำให้ไวรัสตาย คาดว่ายานี้มีกลไกการออกฤทธิ์อย่างอื่นอีกรวมถึงอาจออกฤทธิ์ในขั้นตอนยับยั้งไวรัสไม่ให้เข้าสู่เซลล์ในร่างกายคนผลข้างเคียงของยาเรมเดซิเวียร์
- อาจทำให้ตับทำงานหนัก จนเกิดภาวะตับอักเสบ
- ส่งผลให้ความดันเลือดต่ำ
- คลื่นไส้ อาเจียน
- เหงื่อออก
วิธีใช้ยาเรมเดซิเวียร์ (ยาฉีด)
- วันแรก ปริมาณฉีด 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว ผ่านหลอดเลือดดำ
- วันต่อมา ปริมาณฉีด 2.5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว ผ่านหลอดเลือดด
ทั้งนี้ยาเรมเดซิเวียร์เป็นยาที่ใช้ในสถานพยาบาลเท่านั้น
ข้อมูลจากโครงการ "เจอ แจก จบ" ก็มีการใช้ยา 3 สูตร
- การใช้รักษาตามอาการ สัดส่วน 52%
- การใช้ยาฟ้าทะลายโจร 24%
- การใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ 26%
ข้อมูลจาก : กรมการแพทย์ ,โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย
ยาต้านไวรัสโควิด-19 ที่ลาวซื้อง่าย-ขายคล่อง
เตือน! อย่าซื้อ ‘โมลนูพิราเวียร์’ ตามตลาดมืดเอง หลังพบยาปลอมโผล่สวิตฯ