ระยะของโรคไตและการทำเส้นฟอกไตเพื่อประสิทธิภาพรักษา
เพื่อคุณภาพของการรักษาโรคไตระยะยาวการทำเส้นฟอกไตจึงเป็นทางเลือกที่สำคัญเพื่อลดความเสี่ยงหลายอย่างของโรค รวมทั้งรู้จัก 5 ระยะของโรคไต
หลายคนยังสับสนถึงระยะของโรคไตเรื้อรัง ซึ่งจะแบ่งตามโรคร่วม เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคพันธุกรรม โรคที่เกิดจากปัจจัยสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างทางกายวิภาคของไต เป็นต้น และ ระยะอัตราของไต หรือ eGFR (estimated glomerular filtration rate)
โดยแบ่งโรคไตเรื้อรังออกเป็น 5 ระยะ
- ระยะที่ 1 หรือค่า eGFR มากกว่า 90% เป็นระยะที่อยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงต่ำ
- ระยะที่ 2 หรือค่า eGFR อยู่ในช่วงระยะ 60 - 89% เป็นระยะที่เราจะเริ่มประเมินและชะลอการเสื่อมของโรคไตเรื้อรัง
- ระยะที่ 3 หรือค่า eGFR อยู่ในช่วงระยะ 30 - 60% เป็นระยะที่แพทย์จะเพิ่มการดูแลภาวะแทรกซ้อนของไต และต้องระวังในเรื่องของโรคหัวใจที่จะเป็นภาวะแทรกซ้อนและทำให้ผู้ป่วยโรคไตเสียชีวิตได้มาก
- ระยะที่ 4 หรือค่า eGFR น้อยกว่า 30% เราจะต้องเริ่มคุยกันเรื่องการทำบำบัดทดแทนไต เพราะการฟอกไตไม่ว่าจะฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม การฟอกไตทางหน้าท้อง หรือการปลูกถ่ายไต
- ระยะที่ 5 เมื่อ eGFR น้อยกว่า 15% แพทย์จะเริ่มการบำบัดทดแทนไต
เมื่อการทำงานของไตที่ลดลง ส่งผลให้ไตไม่สามารถขับน้ำและของเสียออกจากร่างกาย จำเป็นจะต้องได้รับการฟอกไตผ่านเครื่องไตเทียม ล้างไตผ่านทางช่องท้อง หรือผ่าตัดปลูกถ่ายไต ซึ่งผู้ป่วยไตวายที่ต้องฟอกเลือดล้างไตตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะได้ปลูกถ่ายไต ที่ต้องผ่าตัดเส้นฟอกไต (Vascular Access) เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและประสิทธิภาพการรักษาที่ดีในระยะยาว
- การฟอกไตทางหลอดเลือด (Hemodialysis) เป็นการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเพื่อกำจัดของเสียและปรับสมดุลเลือดให้กับผู้ป่วยไตวายจะได้รับการใส่สายฟอกเลือดชั่วคราวด้วยเข็มฟอกเลือดขนาดโตที่เจาะเข้าหลอดเลือดดำ เพื่อให้หลอดเลือดดำมีขนาดโตและเลือดไหลเวียนได้มากขึ้น ซึ่งผู้ป่วยไตวายที่บำบัดด้วยการฟอกเลือดล้างไตจะต้องล้างวันละ 4 – 5 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะได้รับการปลูกถ่ายไต จึงจำเป็นที่จะต้องทำเส้นฟอกไต
- การผ่าตัดเส้นฟอกไต (Vascular Access) เป็นการผ่าตัดทำเส้นฟอกเลือดในผู้ป่วยไตวาย โดยทำการผ่าตัดแผลเล็กบริเวณข้อมือข้างที่ไม่ถนัด เพื่อให้เส้นเลือดดำมีขนาดโตและเลือดไหลเวียนจากเส้นเลือดแดงไปยังเส้นเลือดดำได้มากขึ้น โดยควรทำเส้นฟอกไต เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 5 ของโรคไต
การผ่าตัดเส้นฟอกไตมี 2 ประเภท
- เส้นเลือดจริง (AVF: Arteriovenous Fistula) ใช้เส้นเลือดจริงของผู้ป่วย คือ เส้นเลือดดำเชื่อมต่อกับเส้นเลือดแดงของผู้ป่วย ต้องใช้เวลาหลังผ่าตัดประมาณ 4 – 6 สัปดาห์ โดยเส้นเลือดดำจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของผนังเส้นเลือดจึงสามารถใช้ฟอกไตได้ ข้อดีของการใช้เส้นเลือดจริง คือ ใช้ได้นานประมาณ 4 – 5ปี ลดภาวะแทรกซ้อน อัตราการติดเชื้อและลดการตีบตันของเส้นเลือด โดยปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพของการทำเส้นฟอกไต คือ คุณภาพของเส้นเลือด การออกกำลังข้อมือ ความเข้มข้นของเลือด และการตีบตันของหลอดเลือด เป็นต้น
- เส้นเลือดเทียม (AVG: Arteriovenous Graft) ใช้ในกรณีที่เส้นเลือดจริงของผู้ป่วยมีขนาดเล็กหรือไม่มีเส้นเลือดดำที่เหมาะสมในการทำเส้นฟอกไต โดยขนาดเส้นเลือดดำที่เหมาะสมควรมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 – 2.5 มิลลิเมตร แพทย์จะใช้เส้นเลือดเทียมหรือท่อเชื่อมต่อเส้นเลือดแดง ซึ่งสามารถใช้ฟอกไตได้หลังผ่าตัดตั้งแต่ 1 วัน – 3 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับชนิดของเส้นเลือดเทียม แต่ข้อจำกัดของเส้นเลือดเทียม คือ อายุการใช้งานสั้น ภาวะแทรกซ้อนสูง ราคาจะสูงกว่าเส้นเลือดจริง
เตรียมตัวก่อนทำเส้นฟอกไต
- ตรวจร่างกายและอัลตราซาวนด์เพื่อประเมินความพร้อมของเส้นเลือด
- ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ควรรับประทานยาเพื่อควบคุมโรคก่อนผ่าตัด
- หลีกเลี่ยงการเจาะเลือด วัดความดันโลหิต ให้น้ำเกลือ หรือฉีดยาแขนข้างที่จะทำเส้นฟอกไต เพราะอาจทำให้เส้นเลือดดำเสียหาย
- ก่อนทำเส้นฟอกไตไม่ต้องงดน้ำและอาหาร
- ควรบริหารเส้นเลือดข้างที่จะทำเส้นฟอกไตด้วยการบีบและคลายลูกบอลสลับไปมาครั้งละ 10 – 15 นาทีเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือด
เช็ก 5 สัญญาณ เตือนบ่งบอกว่า...คุณอาจถึงขั้นต้องฟอกไตแล้ว
ข้อดีของการทำเส้นฟอกไต
- ไม่ต้องใช้สายฟอกไตชั่วคราว ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเส้นเลือดดำที่คอและช่องอกตีบตัน
- สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ เช่น อาบน้ำ ว่ายน้ำ ฯลฯ
- ไม่ต้องใส่สายฟอกไตที่คอแบบฉุกเฉิน
ข้อเสียของการทำเส้นฟอกไต
- อาจมีภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว ได้แก่ ปวดมือขณะฟอกไต แขนบวม เส้นฟอกไตโป่งพอง ติดเชื้อ หรืออาจแตกจนเสียเลือดปริมาณมาก
- อาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ถ้าปริมาณเลือดไหลผ่านเส้นเลือดจริง (AVF) มากเกินไป
- กรณีใช้เส้นเลือดเทียม (AVG) อาจมีโอกาสติดเชื้อง่ายกว่าเส้นเลือดจริง (AVF)
ดูแลหลังทำเส้นฟอกไต
- ดูแลแผลให้สะอาด ไม่แกะเกาบริเวณแผล ห้ามแผลโดนน้ำ
- ล้างแผลสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง
- หลีกเลี่ยงการสวมแหวน ยกของหนัก การกระแทก ถูกของมีคม นอนทับแขน หรือใส่เสื้อที่รัดแขนข้างที่ทำเส้นฟอกไต
- ห้ามวัดความดันโลหิต เจาะเลือด ฉีดยาแขนข้างที่ทำเส้นฟอกไต
- แขนข้างที่ทำเส้นฟอกไตสามารถใช้งานได้ปกติ เพื่อลดอาการแขนบวม
- ผู้ป่วยที่ทำเส้นฟอกไตด้วยเส้นเลือดเทียม หลังผ่าตัดแขนอาจบวมได้ และจะยุบเองประมาณ 2 – 4 สัปดาห์
- นอนยกแขนสูงกว่าหัวใจเพื่อลดอาการบวม
- บริหารมือข้างที่ทำเส้นฟอกไต
- สังเกตเสียงชีพจรบริเวณข้อมือข้างที่ทำเส้นฟอกไต เพื่อประเมินประสิทธิภาพการทำงานของเส้นฟอกไตว่ายังทำงานได้ดีหรือไม่ เมื่อใดที่คลำชีพจรไม่ได้ควรติดต่อแพทย์ทันที
- หากมีอาการผิดปกติ อาทิ เลือดไหลซึมจากแผลมากผิดปกติ แขนที่ทำเส้นฟอกไตมีอาการบวมแดง ปวด ชา มือซีดและเย็นลง ปลายนิ้วสีเข้ม มีไข้ ควรรีบพบแพทย์ทันที
ความสำเร็จของการผ่าตัดเส้นฟอกไตยังมีปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คุณภาพของหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ ความเข้มข้นของเลือด การอุดตันของเส้นเลือด ตลอดจนการออกกำลังของมือ ดังนั้นควรอยู่ในการดูแลโดยแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญในโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด
ข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ,โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์