รู้จัก “โรคลมชัก” อาจเกิดจากความผิดปกติของสมองควบคุมได้ด้วยการรักษา
โรคลมชัก พบได้ประมาณ 1% ของประชากร หรือประมาณ 6 แสนราย โรคที่เกิดจากหลายสาเหตุปัจจัยหนึ่งในนั้นคือเกิดจากโรคทางสมอง อาทิเนื้องอก เส้นเลือดผิดปกติ รู้จักอาการสัญญาณเตือน การรักษา ให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถเรียนหนังสือ ทำงาน และกลับมาใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไปได้
โรคลมชักเป็นโรคที่พบได้ในทุกเพศทุกวัย พบได้ประมาณ 1% ของประชากรไทย นั่นคือประมาณ 6 แสนราย ซึ่งอาการของโรคลมชักจะพบได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาการชักเกร็งกระตุกอย่างที่คนทั่วไปรู้จักกัน นอกจากนั้นยังมีอาการเหม่อนิ่ง มือขยำหยิบจับ มือถูไปมา แขนหรือขาเกร็งกระตุก ก็นับเป็นอาการของโรคลมชักได้ด้วย สาเหตุของโรคลมชักมีอยู่หลายอย่าง
- ความผิดปกติทางด้านโครงสร้างสมอง สาเหตุจากรอยโรคในสมองได้แก่ แผลเป็นที่ฮิปโปแคมปัส (สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ)
- เนื้องอกสมอง
- เส้นเลือดสมองผิดปกติ
- ได้รับบาดเจ็บทางสมอง
- การขาดอ็อกซิเจนหลังคลอดจากการคลอดลำบาก
- พันธุกรรม
- ไข้สมองอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส, แบคทีเรีย, การติดเชื้อโปรโตซัวหรือพยาธิในสมอง
- สาเหตุจากภาวะเมตตาบอลิซึม เช่นภาวะความไม่สมดุลของสารน้ำ, เกลือแร่และน้ำตาล ได้แก่ภาวะระดับเกลือโซเดียมในเลือด และระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงหรือต่ำเกินไปเป็นต้น
- สาเหตุจากภูมิคุ้มกัน เป็นสาเหตุที่เกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันของตนเองเช่นโรคไข้สมองอักเสบบางชนิด Rasmussen encephalitis, Limbic encephalitis และโรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตนเอง (SLE) เป็นต้น
- ยังไม่ทราบสาเหตุ (Unknown) ได้แก่ โรคลมชักที่ไม่พบรอยโรคในสมอง
อาการลมชัก 4 แบบที่พบบ่อย
- อาการชักเฉพาะที่ (ทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัว) โดยกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติอาจรบกวนสมองส่วนที่ควบคุมการทำงานแห่งใดแห่งหนึ่งในร่างกาย ทำให้เกิดอาการต่างๆ โดยที่ยังไม่รู้ตัว เช่น อาการชา หรือกระตุกของแขนขาหรือใบหน้าข้างใดข้างหนึ่งเป็นซ้ำๆ โดยที่ไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนี้อาจมีอาการคลื่นไส้ ปวดท้อง หวาดกลัวความรู้สึกแปลกๆ ความรู้สึกเหมือนฝัน หูแว่ว เห็นภาพหลอน หรือหัวใจเต้นผิดปกติ
- อาการชักแบบเหม่อลอย ผู้ป่วยมักจะมีอาการเตือนนำมาก่อนเหมือนดังที่กล่าวมาแล้ว ตามด้วยอาการเหม่อลอยผู้ป่วยมักจะทำปากขมุบขมิบหรือเคี้ยวปากหรือมือเกร็งหรือขยับไปมา อาจคลำตามเสื้อผ้าอย่างไม่รู้ตัว เคลื่อนไหวแขนขาอย่างไร้จุดหมายโดยไม่รับรู้สิ่งรอบข้างแล้ว โดยที่จำเหตุการณ์ระหว่างนั้นไม่ได้ อาการเหม่อลอย จะนานประมาณไม่กี่วินาที จนถึงหลายๆ นาทีหลังจากนั้นผู้ป่วยมักจะมีอาการสับสน ในผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการพูดไม่ได้หรือยกแขนข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้อีกหลายนาทีกว่าจะตื่นเป็นปกติ
- อาการชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัว (Focal to bilateral tonic-clonic) เกิดจากการที่กระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติรบกวนเวลาการทำงานของสมองทั้งหมด จะเกิดอาการชักที่เรียกว่า “อาการชักทั่วทุกส่วน” หรือที่เรียบว่าลมบ้าหมู ชนิดที่พบบ่อยคือ อาการชักเกร็งกระตุกทั้งตัว ผู้ป่วยจะสูญเสียความรู้สึกตัวทันที และล้มลงกล้ามเนื้อจะแข็งเกร็งทั่วทั้งตัวตาจะเหลือกค้าง น้ำลายฟูมปาก อาจจะกัดลิ้นตนเองหรือปัสสาวะราด ระยะเวลาชักนานประมาณ 2-3 นาที หลังชักมักจะเพลียและนอนหลับหลังจากหยุดชัก
- อาการชักแบบเหม่อนิ่ง (Absence) พบได้บ่อยในวัยเด็ก อาการจะเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นมาก ผู้ป่วยจะจ้องไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมายเป็นระยะเวลาสั้นๆ คล้ายเหม่อประมาณ 2-3 วินาที แล้วกลับมาทำสิ่งที่ค้างอยู่ต่อไปโดยมักไม่มีการเคลื่อนไหวแขนขา
ลูกหัวโตผิดปกติ-ปวดหัวเรื้อรัง รีบพบแพทย์ อาจเป็นสัญญาณ “มะเร็งสมองในเด็ก”
นวัตกรรมการรักษาโรคลมชัก
ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาช่วยในการวินิจฉัยโรคลมชักได้ดีขึ้นมาก เช่น
- เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography : EEG) ผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักทุกราย ควรได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองเพื่อที่จะได้ทราบชนิดของการชักว่าเป็นแบบเฉพาะที่ (focal) หรือแบบแพร่กระจาย (generalized) ซึ่งชนิดของการชักมีความสำคัญต่อการรักษา โดยหากทราบชนิดของการชักจะสามารถเลือกยากันชักที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้ ทำให้ควบคุมอาการชักได้ดีขึ้น และนอกจากนั้น EEG ยังสามารถบอกสาเหตุและบริเวณสมองที่เป็นสาเหตุของอาการชักได้อีกด้วย
- การตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI) ในการตรวจวินิจฉัยรอยโรคของผู้ป่วย ซึ่งเครื่องนี้มีความคมชัดและแม่นยำสูง การตรวจ MRI จะดีกว่าเมื่อเทียบกับการตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography: CT) ในสมัยก่อน ทำให้ก่อนหน้านี้ไม่สามารถหาสาเหตุของโรคลมชักได้อย่างแม่นยำ แต่ปัจจุบันเครื่อง MRI ทำให้เราสามารถหาสาเหตุของโรคลมชักได้ชัดเจนและแม่นยำมากขึ้น
รักษาโรคลมชัก
- ให้ยากันชัก ที่ปัจจุบันมีการพัฒนาชนิดใหม่ๆ ที่สามารถควบคุมอาการชักได้ดี ปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงน้อย เช่น อาการง่วงซึมหรือเวียนศีรษะน้อยลง
- การผ่าตัด ทางเลือกหนึ่งของผู้ป่วยในกลุ่มที่ไม่ประสบความสำเร็จในการควบคุมอาการโดยใช้ยากันชักเพียงอย่างเดียว โดยการผ่าตัดในโรคลมชักจะมีการประเมินหาจุดกำเนิดของอาการชักอย่างละเอียดก่อนทำการผ่าตัดทุกครั้ง มีการตรวจ EEG และ MRI แล้วนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการวินิจฉัย เพื่อหาจุดกำเนิดของอาการชัก ทำให้สามารถบ่งบอกจุดกำเนิดของอาการชักได้อย่างแม่นยำและผ่าตัดสมองในเฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น ทำให้ผลการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดสามารถทำให้ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยากันชักสามารถควบคุมอาการชักได้สูงถึง 70% และผลข้างเคียงหลังผ่าตัดมีน้อยมาก มีความปลอดภัยสูง
จะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน การวินิจฉัยโรคลมชักมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยทั้ง EEG และ MRI ทำให้มีการวินิจฉัยได้แม่นยำมากขึ้น มีการรักษาโรคลมชักด้วยวิธีการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยสูงและควบคุมอาการชักได้ดีมาก ทำให้ผู้ป่วยโรคลมชักสามารถควบคุมอาการชักได้มากกว่าการใช้ยากันชักเพียงอย่างเดียว ส่งผลทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถเรียนหนังสือ ทำงาน และกลับมาใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไปได้
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท และ โรงพยาบาลกรุงเทพ
“โรคสมองส่วนหน้าเสื่อม” และภาวะอะเฟเซียหลัง “บรูซ วิลลิส”ป่วยหนัก
10 อาหารบำรุงสมอง เพิ่มหน่วยความจำ แก้สมองล้า ลดเสี่ยงอัลไซเมอร์