“ไข้เลือดออก”สัญญาณภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงชีวิต-เป็นซ้ำเสี่ยงกว่าเดิม
“ไข้เลือดออก” เชื่อว่าหลายคนเคยได้ยินและรู้จักคำนี้เป็นอย่างดี และทราบดีถึงอัตรายของโรคที่ยังไม่มียารักษาโดยตรงอัตราการเสียชีวิตสูง แนะวิธีป้องกันที่ดีที่สุด
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค รายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ในสัปดาห์ที่ 19 ระหว่างวันที่ 7 - 13 พฤษภาคม 2566 พบผู้ป่วยสะสมจำนวน 14,811 ราย มีผู้เสียชีวิต 13 ราย อย่างไรก็ตามได้มีการประเมินว่า เทียบสถานการณ์ในเดือนมกราคมปี 2565 กับปี 2566 นี้มีผู้ป่วยมากกว่าปีที่แล้ว 6.6 เท่า และคาดว่ามีแนวโน้มพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้น เนื่องจากโรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่ไวต่อสภาพอากาศจากอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝน
จะเห็นได้ว่า โรคไข้เลือดออกเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยเด็ดขาด เพราะจากข้อมูลพบว่ามี ผู้ป่วยไข้เลือดออก เป็นอันดับที่ 2 รองจากฟิลิปปินส์ กลุ่มอายุที่เป็นไข้เลือดออกมากที่สุด คืออายุ 10-14 ปี รองลงมาคือ 5-9 ปี, 15-24 ปี และ 25-34 ปีตามลำดับ เรียกได้ว่าโรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง ถ้าหากมีผู้ป่วย 1,000 ราย จะเสียชีวิต 1 ราย จาก 2 สาเหตุ คือภาวะเลือดออกมาก และเลือดรั่วจากเส้นเลือดจนเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิต อีกทั้งด้วยสภาพอากาศค่อนข้างร้อนชื้นอย่างประเทศไทย จะยิ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสด้วย
สาเหตุของไข้เลือดออก มี 4 สายพันธุ์ คือ เดงกี 1, 2, 3 และ 4 ประเทศไทยมีการระบาดของ 4 สายพันธุ์วนเวียนกันไปแล้วแต่พื้นที่ ไวรัสเดงกีมียุงลายบ้านเป็นพาหะนำโรค โดยเฉพาะยุงตัวเมียซึ่งกัดเวลากลางวันและดูดเลือดคนเป็นอาหารเข้าสู่กระเพาะ สะสมในเซลล์ผนังกระเพาะจนเพิ่มจำนวนมากขึ้น เข้าสู่ต่อมน้ำลาย และเข้าในร่างกายคนที่ถูกกัดเป็นรายต่อไป มีระยะฟักตัวในยุงประมาณ 8-12 วัน เมื่อยุงตัวนี้ไปกัดคนอื่นอีกก็จะปล่อยเชื้อไวรัสไปยังผู้ที่ถูกกัด เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายคนและผ่านระยะฟักตัวนาน 5-8 วัน หรือสั้นที่สุด 3 วัน ยาวนานที่สุด 15 วัน ก็จะทำให้เกิดอาการของโรคได้
อาการของโรคไข้เลือดออกอาการของโรคจะแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคล แต่โดยส่วนใหญ่ที่พบ คือ
- มีไข้สูงเฉียบพลัน อาจสูงถึง 40-41 องศาเซลเซียส ซึ่งบางรายอาจมีอาการชักเกิดขึ้น โดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติชัก
- มีเลือดออกที่ผิวหนัง เป็นจุดเลือดเล็กๆ กระจายอยู่ตามแขน ขา ลำตัว รักแร้ อาจมีเลือดกำเดา หรือเลือดออกตามไรฟัน
- ในรายที่รุนแรงอาจมีอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ซึ่งมักจะเป็นสีดำ (melena) อาการเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนใหญ่จะพบร่วมกับภาวะช็อก
- สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุด คืออาการช็อก ที่ทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดล้มเหลว
- บางรายมีภาวะตับโต กดเจ็บ ส่วนใหญ่จะคลำพบตับโตได้ประมาณวันที่ 3-4 นับตั้งแต่เริ่มป่วย ตับจะนุ่มและกดเจ็บ
มีภาวการณ์ไหลเวียนล้มเหลว ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไข้เลือดออกจะมีอาการรุนแรง โดยเกิดภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว หรือภาวะช็อก เนื่องจากมีการรั่วของพลาสมาออกไปยังช่องปอด ช่องท้อง เกิด hypovolemic shock ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นพร้อมๆ มีไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว เวลาที่เกิดอาการช็อกจึงขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มีไข้ อาจเกิดได้ตั้งแต่วันที่ 3 ของโรค หรือวันที่ 8 ของโรค ผู้ป่วยจะมีอาการเลวลง เริ่มมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเบา เร็ว และความดันโลหิตเปลี่ยนแปลง
สธ.คาด “ไข้เลือดออก” สูงขึ้น หลังต้นปี พบป่วยมากกว่าครึ่งหมื่น เสียชีวิต 4 ราย
“ไข้เลือดออก” เป็นแล้วเป็นซ้ำได้ อันตรายกว่าเดิม ?
ไข้เลือดออก เป็นโรคที่สามารถเป็นซ้ำได้มากกว่าหนึ่งครั้งและในครั้งถัดมาของการติดเชื้อ อาการของโรคมักจะหนักมากกว่าครั้งก่อน มีความรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะในการได้รับเชื้อไข้เลือดออกในครั้งแรกร่างกายของเราจะมีระบบภูมิคุ้มกันโดยการสร้างภูมิต้านทานออกมาต่อสู้กับการเชื้อไวรัส แต่ภูมิต้านทานไม่ได้อยู่ถาวรหรือป้องกันชนิดอื่นๆ สามารถป้องกันได้เพียงสายพันธุ์ที่เคยติดมาแล้ว เมื่อได้รับเชื้อไข้เลือดออกซ้ำในครั้งที่สองแต่คนละสายพันธุ์ภูมิต้านของเราในร่างกายเราจึงเกิดอาการสับสน และทำงานได้ไม่ดีพอ ไม่สามารถสู้กับเชื้อไวรัสได้อย่างทันเวลา หรือบางรายภูมิต้านทานที่เคยเป็นเกราะป้องอาจกลับผันตัวเองไปเป็นตัวช่วยให้เชื้อไวรัสนั้นแข็งแรงขึ้น กระจายตัวได้มากขึ้น จึงเป็นสาเหตุทำให้การติดเชื้อครั้งที่สองหรือครั้งต่อมายิ่งรุนแรงขึ้นนั้นเอง
ปัจจุบันยังไม่มียาที่จะนำมารักษาโรคไข้เลือดออกโดยตรง วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือการประคับประคองอาการไปตามโรค ในกรณีที่อาการยังไม่รุนแรงก็สามารถพักฟื้นที่บ้าน สามารถรับประทานน้ำ น้ำเกลือแร่ และอาหารอ่อนย่อยง่าย ส่วนผู้ที่เริ่มมีอาการรุนแรง คือ ขาดน้ำหรือเข้าสู่ภาวะช็อค จำเป็นต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล อยู่ในการดูแลของแพทย์
วิธีป้องกันไข้เลือดออกที่ดีที่สุด- ป้องตนเองไม่ให้ถูกยุงลายกัด นอนกางมุ้ง ทายากันยุง
- หมั่นอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดเพราะเหงื่อจะดึงดูดให้ยุงกัดมากขึ้น
- ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย พ่นยากันยุง ก็สามารถช่วยระงับการแพร่กระจายของเชื้อไข้เลือดออกได้
- การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้นำวัคซีนที่สามารถช่วยป้องกันไข้เลือดออกจากเชื้อไวรัสเดงกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์ มาใช้ โดยสามารถป้องกัน65.6% และป้องกันความรุนแรงของโรคได้ถึง 93.2% โดยแนะนำให้ฉีดผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกมาแล้ว ในอายุ 9 – 45 ปี
หากสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออกโดยมีอาการไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียนเป็นเลือด เบื่ออาหาร หน้าแดง มีจุดเลือดที่ผิวหนัง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโรคและวางแผนรักษาอย่างทันท้วงทีลดภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงชีวิต
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล และ โรงพยาบาลพญาไท
เตือน! ไข้เลือดออก ป่วยซ้ำได้อันตรายกว่าเดิม
วิจัยพบสาเหตุ ยุงชอบกัดคนบางคนเป็นพิเศษเพราะ “กรด” และ “กลิ่น”