ผู้หญิงรูปร่าง “ลูกแพร์-แอปเปิล” เสี่ยงมะเร็ง-โรคหัวใจกว่าหลายเท่า
โรคนรีเวชของผู้หญิงส่วนหนึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดคือปัญหาน้ำหนักเกิน ซึ่ง เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งลำไส้ มะเร็งไต มะเร็งรังไข่ และที่สำคัญคือ มะเร็งเต้านม และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
ปัญหาโรคอ้วนไม่เพียงสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แต่ยังพบว่าเป็นสาเหตุร่วมในโรคทางนรีเวช รวมถึงโรคมะเร็งด้วย ซึ่งมีหลายการศึกษาถึงลักษณะและรูปร่างที่สุ่มเสี่ยง 2 แบบคือ
- ผู้หญิงรูปร่างทรง “ลูกแพร์” ซึ่งมีไขมันสะสมบริเวณสะโพกและต้นขามาก สัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีสัดส่วนสูง หลายคนจะมีปัญหาประจำเดือนไม่ปกติ หรือมีอาการในกลุ่ม PMS ซึ่งแสดงอาการผิดปกติในช่วงก่อนมีประจำเดือน เช่น ตัวบวม หน้าบวม หงุดหงิดง่าย ปวดศีรษะ เป็นต้น
- ผู้หญิงรูปร่างทรง “แอปเปิล” หรือลักษณะอ้วนลงพุง สัมพันธ์กับกลุ่มอาการเมตาบอลิก เนื่องจากไขมันที่สะสมอยู่รอบอวัยวะในช่องท้อง หรือ visceral fat มีผลต่อการเผาผลาญที่ผิดปกติ และส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดได้
การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร European Heart Journal พบว่าผู้หญิงที่มีรูปร่างทรง “แอปเปิล” มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าทรงลูกแพร์ถึง 3 เท่า
นอกจากนี้ยังพบว่า โรคอ้วนมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งลำไส้ มะเร็งไต มะเร็งรังไข่ และที่สำคัญคือ มะเร็งเต้านม และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งสัมพันธ์กับการกระตุ้นจากฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสตรีวัยหมดระดู หรือวัยทอง
ฮอร์โมนเอสโตรเจน สร้างจากเซลล์เนื้อเยื่อไขมันได้
ฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนหลักของผู้หญิงซึ่งสร้างจากรังไข่เป็นหลัก นอกนั้นก็มาจากต่อมหมวกไต และเนื้อเยื่อไขมัน เมื่อเข้าสู่วัยหมดระดู แม้รังไข่จะหยุดทำงาน ไม่สร้างเอสโตรเจนอีกต่อไป แต่ยังมีการผลิตจากเซลล์ที่เนื้อเยื่อไขมัน ในผู้หญิงอ้วนจึงมีแหล่งเอสโตรเจนจากเนื้อเยื่อไขมันมาก และมีหลายการศึกษาพบปัญหามะเร็งที่มีความไวต่อฮอร์โมนเอสโตรเจนในสตรีวัยหมดระดูที่อ้วน เช่น ผู้หญิงอ้วน (BMI>25) มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงน้ำหนักปกติ เพราะ 80% ของมะเร็งเต้านม นอกจากนี้ยังพบว่าผู้หญิงอ้วนก็มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเพิ่มขึ้น 2-4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงน้ำหนักปกติ เพราะมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกก็มีชนิดที่กระตุ้นด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยเริ่มจากกระตุ้นให้เกิดเยื่อบุหนาตัวผิดปกติจนเป็นมะเร็งในที่สุดบางครั้งคนไข้ในกลุ่มนี้ก็มีปัญหาเรื่องฮอร์โมนไม่ปกติตั้งแต่ก่อนหมดระดู ซึ่งล้วนสัมพันธ์กับความอ้วน
ตกขาวแบบไหน? ผิดปกติรุนแรง สัญญาณมะเร็งปากมดลูก ที่ผู้หญิงควรระวัง
แพทย์สูตินรีแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ทางเพศและเวชศาสตร์ชะลอวัยประจำศูนย์สุขภาพหญิง และ Smart Life Anti-aging Centerโรงพยาบาลพญาไท ยังได้ระบุกรณีศึกษาโรคในคนอายุน้อยว่า
คนไข้ชาวต่างชาติอายุ 15 ปี ตอนนั้นมาด้วยเรื่องประจำเดือนไม่มา คุณแม่พามาตรวจ น้องมีน้ำหนัก 100 กก. และตรวจพบว่าเป็น PCOS จึงแนะนำให้น้องลดน้ำหนัก และให้ยารักษาเพื่อให้ประจำเดือนกลับมาเป็นปกติ และจัดโปรแกรมอาหารและการออกกำลังกายให้ แต่น่าเสียดายที่น้องขาดการติดต่อไป ไม่กลับมารักษาอีกเลย มาพบอีกครั้งตอนน้องอายุ 22 ปี ด้วยปัญหาเลือดออกมากทางช่องคลอดจนเพลีย ต้องใช้ผ้าอนามัยถึง 10 แผ่นต่อวันจึงเพียงพอ เมื่อตรวจอัลตราซาวด์ก็พบว่า มีเยื่อบุมดลูกหนาตัวผิดปกติมาก ซึ่งต้องขูดมดลูกเพื่อการวินิจฉัยและรักษา ซึ่งผลปรากฏพบว่าเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกในวัย 22 ปีเท่านั้น ทำให้ต้องรีบรักษาด้วยการตัดมดลูก ซึ่งหากได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆอาการจะไม่หนักขนาดนี้
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท
กินยาคุมกำเนิดนานแค่ไหน ? เพิ่มความเสี่ยง มะเร็งปากมดลูก-มะเร็งเต้านม
"มะเร็งปากมดลูก" รักษาหายหากรู้ทัน เช็กวิธีคัดกรอง-ป้องกันตามช่วงอายุ