3 วิธีรักษา "ปวดเข่า-เข่าเสื่อม" แบบไม่ผ่าตัด ข้อดี-ข้อจำกัดอะไรบ้าง
ปัญหาปวดเข่า เข่าเสื่อมสามารถเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะวัยไหน ที่น่าเป็นห่วงคือส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก จึงควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางโดยเร็วเพื่อตรวจวินิจฉัยและทำการรักษาอย่างถูกวิธี
นพ.ศริษฏ์ หงษ์วิไล แพทย์เฉพาะทางด้านข้อสะโพกและข้อเข่า โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล แนะนำว่า ในปัจจุบันมีการรักษาข้อเข่าแบบผ่าตัดและแบบไม่ผ่าตัด โดยการรักษาแบบไม่ผ่าตัดนั้น นอกเหนือจากการทานยาหรือยาทาแล้ว ยังมีการรักษาด้วยวิธีฉีดยาเข้าข้อเข่า ซึ่งมีทั้งการฉีดด้วยสเตียรอยด์ การฉีดน้ำไขข้อเทียม และการฉีดเกล็ดเลือด PRP ที่ช่วยลดปวด ลดอักเสบ ให้เข่ากลับมาใช้งานได้ดีอีกครั้ง ซึ่งแต่ละแบบเหมาะกับการรักษาผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม
วิธีรักษาเข่าแบบไม่ผ่าตัด
ฉีดสเตียรอยด์(Steroid) แพทย์จะทำการฉีดสเตียรอยด์ที่ผสมกับยาชาเข้าไปในข้อเข่า อาจรู้สึกเหมือนถูกบีบหรือแสบร้อนได้ ซึ่งจะออกฤทธิ์เร็ว ช่วยลดการปวดและอักเสบได้ภายใน 24 - 48 ชั่วโมง และอยู่ได้นานถึง 12 สัปดาห์ ไม่ควรฉีดเกิน 4 ครั้งในแต่ละปี
- จุดเด่นการรักษา ยาสเตียรอยด์มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการอักเสบของเนื้อเยื่อร่างกาย ช่วยลดการอักเสบเฉพาะจุด ออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว ลดอาการปวดอักเสบได้ใน 24 – 48 ชั่วโมง
- กลุ่มที่แนะนำฉีดสเตียรอยด์
- ผู้ที่ปวดข้อเข่าจากการอักเสบ
- ผู้ป่วยที่รับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้น
- ผู้ป่วยที่กินยาลดอักเสบไม่ได้
- ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
- ความเสียหายของเนื้อเยื่อบริเวณข้อเข่าจากสเตียรอยด์
- ชั้นผิวบริเวณที่ฉีดบางลงและสีผิดปกติ
- โอกาสติดเชื้อเพิ่มขึ้น แพทย์จึงตรวจเช็กการติดเชื้อภายในหรือผิวหนังรอบ ๆ ข้อเข่าอย่างละเอียด และซักประวัติการแพ้ยาสเตียรอยด์ก่อนรักษา
- ข้อควรระวัง
- ผู้ป่วยต้องไม่ติดเชื้อภายในหรือผิวหนังรอบ ๆ ข้อเข่า
- ผู้ป่วยต้องไม่แพ้ยาสเตียรอยด์
- ข้อจำกัดการรักษา การฉีดสเตียรอยด์เข่ามักได้ผลดีที่สุดในการฉีดครั้งแรก ๆ จึงไม่เหมาะกับการรักษาระยะยาว เนื่องจากอาจรบกวนกระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติของร่างกาย ดังนั้นหากฉีดสเตียรอยด์ไปสักพักหนึ่งแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรเปลี่ยนวิธีการรักษา
ฉีดน้ำไขข้อเทียม(Hyaluronic Acid) แพทย์จะทำการฉีดน้ำไขข้อเทียม หรือสารหล่อลื่นประเภทกรดไฮยาลูโรนิกที่เปรียบเสมือนตัวหล่อลื่นและช่วยดูดซับแรงกระแทกเข้าไปที่ช่องข้อเข่าโดยตรง ทำให้พื้นผิวกระดูกอ่อนไม่เกิดการเสียดสี อยู่ได้นาน 3 - 6 เดือน และสามารถฉีดซ้ำได้ตามความเหมาะสมและคำแนะนำของแพทย์
- จุดเด่นการรักษา การฉีดน้ำไขข้อเทียมช่วยลดการปวด การอักเสบ เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ทำกิจกรรมใช้ชีวิตได้มีคุณภาพ
- กลุ่มที่แนะนำฉีดน้ำไขข้อเทียม
- ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง
- ผู้ป่วยที่รับประทานยาแก้ปวดและแก้อักเสบร่วมกับการทำกายภาพแล้วยังไม่ดีขึ้น
- ผู้ป่วยที่เข่าไม่ได้อักเสบชัดเจนจนต้องฉีดสเตียรอยด์
- ผู้ป่วยที่รอการผ่าตัดหรือไม่พร้อมผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
- ผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้
- ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
- ข้อเข่าบวมและปวดจากการอักเสบระหว่างการรักษา
- ข้อควรระวัง เนื่องจากกรดไฮยาลูโรนิกที่ใช้ส่วนใหญ่สกัดจากสัตว์ปีกหรือหงอนสัตว์ปีก จึงไม่แนะนำในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ไข่หรือสัตว์ปีก ควรต้องแจ้งแพทย์ก่อนเข้ารับการรักษา
- ข้อจำกัดการรักษา
- การฉีดน้ำไขข้อเทียมลดปวดได้ช้ากว่าการฉีดสเตียรอยด์
- ในผู้สูงวัยหรือผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมรุนแรง มีการเสียหายของข้อหรือข้อผิดรูปมาก ไม่แนะนำให้ฉีดน้ำไขข้อเทียม
ฉีดเกล็ดเลือด PRP (Platelet Rich Plasma) แพทย์จะฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นของผู้ป่วย (PRP) ซึ่งผ่านกระบวนการปั่นแยกเอาเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวออก จนได้เกล็ดเลือดและสารเร่งการเจริญเติบโตที่มีความเข้มข้นสูงเพียงพอและเหมาะสมต่อการรักษา เพื่อฉีดกลับเข้าไปยังบริเวณที่บาดเจ็บและต้องการรักษา อาจปวดบวมหลังฉีดเล็กน้อย โดยจำนวนครั้งในการฉีดขึ้นอยู่กับแพทย์เป็นสำคัญ
- จุดเด่นการรักษา เกล็ดเลือดเข้มข้นของผู้ป่วย (PRP) กระตุ้นให้มีการหลั่งสารเพื่อซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อใหม่เร็วกว่ากลไกปกติ เพิ่มของเหลวหล่อลื่นที่ช่วยลดแรงเสียทาน ช่วยลดปวด ฟื้นฟูกระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็น กล้ามเนื้อต่าง ๆ ของร่างกาย
- กลุ่มที่แนะนำฉีดเกล็ดเลือด PRP
- ผู้ป่วยที่อายุยังไม่มาก อยู่ในระยะเริ่มแรกของโรค กระดูกอ่อนยังไม่เสียหายมาก
- ผู้ป่วยที่เข่าเสื่อมเล็กน้อยถึงปานกลาง
- ผู้ป่วยที่รับประทานยาแก้ปวดและแก้อักเสบร่วมกับการทำกายภาพแล้วยังไม่ดีขึ้น
- ผู้ป่วยที่ไวต่อยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน เป็นต้น
- ผู้ป่วยที่ไม่สามารถฉีดสเตียรอยด์ได้
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ข้อเข่าบวมและปวดหลังการฉีด ประมาณ 3 วัน หากต้องฉีดหลายครั้งผู้ป่วยต้องเว้นระยะห่างเป็นสัปดาห์หรือเดือนตามที่แพทย์แนะนำ
ข้อควรระวัง
- ก่อนเข้ารับการรักษาผู้ป่วยควรเลี่ยงการใช้ยาหรือฉีดสเตียรอยด์เป็นเวลา 2 - 3 สัปดาห์ และหยุดใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ต่าง ๆ อย่างน้อย 1 สัปดาห์
- ผู้ป่วยห้ามกินยาที่ออกฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด 5 วันก่อนรักษา
ข้อจำกัดการรักษา
ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมรุนแรง ผู้ที่กำลังอักเสบและติดเชื้อในระยะลุกลาม ผู้ที่เป็นโรคเลือดหรือมีภาวะเลือดออกผิดปกติที่ต้องใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ผู้ป่วยโรคโลหิตจาง หรือสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ ไม่แนะนำวิธีการฉีดเกล็ดเลือด PRP
เช็กข้อแตกต่าง โรคเกาต์และข้อเข่าเสื่อม “โรคข้ออักเสบ” ที่พบได้บ่อย
ดูแลป้องกันเข่าเสื่อม
- ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินเกณฑ์ ยิ่งเข่ารับน้ำหนักมาก ยิ่งเสื่อมเร็วขึ้น
- ปรับพฤติกรรมไม่ใช้งานเข่าหนักเกินไป เช่น ยกของหนัก นั่งยอง นั่งขัดสมาธิ พับเพียบบ่อยหรือนาน ฯลฯ
- อย่าออกกำลังกายหักโหมหรือใช้แรงปะทะมากเกินไป ไม่ยืดหดเข่าถี่เกินไป
- ระวังไม่ให้ข้อเข่าบาดเจ็บ หากบาดเจ็บควรรีบรักษาทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน
- บริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อให้พยุงและรับแรงกระแทกได้ดี
หากมีอาการปวดเข่า ปรึกษาผ่าน Line OA คลิก: https://bkkhos.com/423vAAt กับทีมแพทย์พยาบาลเฉพาะทาง ศูนย์ข้อเข่าและข้อสะโพก รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล รพ.สมองและกระดูก หรือ โทร. 02-310-3731, 02-310-3732 และ Contac Center โทร. 1719
“หัวเข่าลั่น” แบบไหนอันตราย? สัญญาณแรกของข้อเข่าเสื่อม