รู้จักยารักษา โควิด-19 อีกตัว ยาแอนติบอดีแบบผสม
แอนติบอดีค็อกเทล เป็นสำหรับการรักษาโควิด-19 ผู้ป่วยอายุ 12 ปีขึ้นไป
“ยาแอนติบอดีแบบผสม” ประกอบไปด้วยยาคาซิริวิแมบและยาอิมดีวิแมบ (Casirivimab และ Imdevimab) ซึ่งเป็นยาใหม่ในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal Antibody) หรือที่เรียกกันว่า “แอนติบอดีค็อกเทล (Antibody Cocktail)” มีข้อบ่งใช้สำหรับการรักษาโรค COVID-19 ในผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป โดยมีอาการน้อยถึงปานกลาง ไม่ต้องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูงและเป็นผู้ป่วยที่เสี่ยงสูงที่โรคจะดำเนินไปสู่อาการรุนแรง
เครียดจิตตกช่วงโควิด-19 จิตแพทย์แนะ3วิธีรับมือสู้ไวรัสร้ายทุกระลอก
จากการวิจัยทางคลินิกพบว่า การรักษาด้วยยาแอนติบอดีแบบผสมสามารถลดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดและยับยั้งการติดเชื้อของร่างกาย รวมทั้งลดระยะเวลาการรักษาในโรงพยาบาล และลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตโดยต้องได้รับยาตั้งแต่ระยะแรกในการป่วย ซึ่งยาแอนติบอดีแบบผสมนี้ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการระบาดใหญ่ของโรค COVID-19 (Emergency Use Authorization หรือ EUA) เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และ ญี่ปุ่น
ยาแอนติบอดีแบบผสมออกฤทธิ์อย่างไร
ยาแอนติบอดีแบบผสมประกอบไปด้วยยาคาซิริวิแมบและยาอิมดีวิแมบ เป็นยาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดีประเภท Immunoglobulin (Ig) ชนิด IgG ที่สกัดจากแอนติบอดีของผู้ป่วย COVID-19 ซึ่งรักษาหายแล้ว และแอนติบอดีที่สกัดจากหนู ซึ่งถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้มีระบบภูมิคุ้มกันคล้ายมนุษย์ด้วยเทคโนโลยี Recombinant DNA โดยแอนติบอดีนี้ออกฤทธิ์ลบล้างฤทธิ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 โดยการขัดขวางไม่ให้โปรตีนหนาม (Spike Protein) ของเชื้อจับกับตัวรับของเซลล์ร่างกาย นำไปสู่การยับยั้งการติดเชื้อภายในร่างกาย
ข้อบ่งชี้ยาแอนติบอดีแบบผสม
ยาแอนติบอดีแบบผสมมีข้อบ่งใช้เพื่อการรักษาโรคโควิด-19 ในผู้ป่วยที่มีผลตรวจยืนยันการติดเชื้อ อายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป ซึ่งมีอาการน้อยถึงปานกลาง ไม่ต้องให้ออกซิเจนอัตราสูงเพื่อการรักษา และเป็นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่โรคจะดำเนินไปสู่อาการรุนแรง
โดยปัจจัยเสี่ยงที่อาจเพิ่มความรุนแรงของโรคโควิด-19 ได้แก่
- ผู้สูงอายุ
- โรคอ้วน
- โรคหลอดเลือดหัวใจและภาวะความดันโลหิตสูง
- โรคปอดเรื้อรัง
- โรคหอบหืด
- โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2
- โรคไตเรื้อรัง ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างฟอกไต
- โรคตับเรื้อรัง
- ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือภูมิคุ้มกันถูกกดจากผลการประเมินโดยแพทย์ เช่น ผู้ป่วยที่รับการรักษาโรคมะเร็ง
- ผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกหรือเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ
- ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี
- ผู้ป่วยที่มีโรคเลือดบางชนิด เช่น ภาวะโลหิตจางเหตุเซลล์เม็ดเลือดแดงผิดปกติเป็นรูปเคียว (Sickle Cell Anemia) หรือ โรคธาลัสซีเมีย
- ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน
ประโยชน์ของยาแอนติบอดีแบบผสมในผู้ป่วย COVID-19
จากการศึกษาวิจัยทางคลินิกในปัจจุบันพบว่า การให้ยาแอนติบอดีแบบผสมในผู้ป่วยอายุ 12 ปี ขึ้นไปที่มีอาการน้อยถึงปานกลางและไม่ต้องได้รับออกซิเจนเสริมในการรักษาสามารถลดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดและยับยั้งการติดเชื้อในร่างกาย อีกทั้งยังลดระยะเวลาการรักษาในโรงพยาบาล และลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิต โดยต้องได้รับยาตั้งแต่ระยะแรกในการป่วย นอกจากนี้ยังพบว่ายาแอนติบอดีแบบผสมออกฤทธิ์ต่อเชื้อกลายพันธุ์บางชนิดได้ด้วย
ผลข้างเคียงและข้อควรทราบ
มีการรายงานผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นแต่พบได้น้อย เช่น ภาวะมีไข้ หนาวสั่น ผื่นลมพิษ อาการคัน อาการปวดท้อง คลื่นไส้ และร้อนวูบวาบ ในขณะบริหารยาหากมีอาการแพ้เฉียบพลันรุนแรงต้องหยุดการให้ยาทันที ทั้งนี้ยาคาซิริวิแมบและยาอิมดีวิแมบไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงที่ต้องได้รับออกซิเจนเสริมอัตราการไหลสูง (High Flow Oxygen Therapy) หรือต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เพราะอาจทำให้ผลลัพธ์การรักษาแย่ลง
ที่สำคัญความเหมาะสมและความถี่ในการได้รับยาขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ โดยประเมินจากอาการและภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย ยาแอนติบอดีแบบผสมเป็นยาใหม่ที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วย COVID-19 ที่มีอาการน้อยถึงปานกลางเพื่อป้องกันไม่ให้โรครุนแรง ซึ่งอาจจะมีข้อมูลความปลอดภัยในการใช้ยาอย่างจำกัด ดังนั้นผู้ป่วยควรได้รับยานี้ภายใต้การดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด
ไบโอเทค สวทช. พัฒนา "ไวรัสตัวแทน" ทดสอบสูตรวัคซีน-ยารักษาโควิดเชิงรุก