สาเหตุ “นอนตกหมอน” วิธีแก้อย่างถูกต้องไม่กระทบปลายประสาท
หลายๆ คนมักมีประสบการณ์นอนตกหมอนบ่อยๆ จนปวดคอ ปวดศีรษะ แทบขยับคอไม่ได้ทำให้หันไปคุยกับคนอื่นลำบากจนถูกมองว่าเป็นคนหยิ่ง แต่อาการปวดคออาจไม่ได้เกิดจากการนอนตกหมอนอย่างเดียว ซึ่งมีหลายสาเหตุที่คุณควรแก้!
รู้หรือไม่ ?ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คุณนอนตกหมอนคือการนอนไม่หลับ หรือรู้สึกไม่สบายตัว นักวิทยาศาสตร์พบว่า ตลอดคืนที่เรานอนหลับ เราจะผ่านระยะนอนหลับไม่สนิทซึ่งไม่ได้ฝันทำให้เกิดอาการเครียดอย่างหนัก และกล้ามเนื้อมีความตึงมาก ทำให้ปวดคอได้
นอกจากนี้การเป่าพัดลมไปยังบริเวณศีรษะและต้นคอ ถึงแม้ลมที่เกิดขึ้นจะทำให้บริเวณคอเย็นได้บ้าง แต่ขณะนอนหลับ การปรับตัวของร่างกายต่อการกระตุ้นจากภายนอก ขาดความสมดุล หลอดเลือดในบริเวณผิวหนัง และกล้ามเนื้อที่ลมเป่าจะหดตัวเพราะเย็นลง
แต่หลอดเลือดที่บริเวณอื่นๆ ของร่างกายขยายตัว เพื่อคลายความร้อนออกจากร่างกาย จึงทำให้เราอาจเกิดอาการขนลุก กล้ามเนื้อคอเกิดการหดตัวอย่างกะทันหัน ทำให้ต้นคอแข็งเกร็ง
และที่ปฏิเสธไม่ได้คือปัจจัยของหมอนที่ใช้หนุนศีรษะตอนนอน
- นอนตะแคงหมอนควรมีลักษณะค่อนข้างสูงเท่าความกว้างของบ่าและแน่นไม่ยุบง่าย
- นอนหงายควรใช้หมอนต่ำหรือหนุนที่บริเวณด้านหลังต้นคอเพื่อรักษาส่วนเว้าของกระดูกไว้
- นอนคว่ำควรใช้หมอนใหญ่สอดลงมาถึงทรวงอก เพื่อไม่ให้ศีรษะแหงนไปข้างหลังมากเกินไป จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนท่านอนบ่อยๆ จากหมอนที่สูงในท่านอนตะแคงมาเป็นท่านอนหงาย อาจทำให้เกิดการกระตุกอย่างกะทันหัน
หลีกเลี่ยงการนั่งสัปหงก กล้ามเนื้อด้านตรงข้ามจะหดตัวทันทีเพื่อกระตุกศีรษะให้ตั้งตรง ซึ่งเป็นปฏิกิริยายาตอบสนองแบบฉับพลันในภาวะที่ยังนอนหลับไม่สนิทกล้ามเนื้อคอจึงมีโอกาสฉีกขาดและเกิดการเกร็งตัวขึ้น
ทั้งนี้อาการตกหมอนที่เป็นผลจากการหดตัวของกล้ามเนื้อต้นคอ นอกจากทำให้หันคอไปมาไม่สะดวก เกิดอันตรายในการขับรถ หรือเกิดอาการปวดมากขึ้น เมื่อต้องขืนคออยู่ตลอด ภาวะการไหลเวียนของเลือดในกล้ามเนื้อที่หดตัวไม่คล่องทำให้มีอาการปวดล้ามากขึ้น เพราะขาดออกซิเจนและอาหาร อาการตกหมอนอาจเกิดอาการแทรกซ้อนที่ค่อนข้างรุนแรง คือ กระดูกคอเรียงตัวไม่ดีหมอนรองกระดูกถูกบีบให้แคบลง เป็นผลให้รากประสาทที่ออกจากบริเวณหมอนรองกระดูกถูกกดทับในข้างนั้น หรือถูกกระชากให้ยืดในด้านตรงกันข้ามจึงเกิดอาการชา หรือปวดร้าวลงที่สะบักหรือต้นแขน
ปวดคอ-เอวเรื้อรัง! สัญญาณ “โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” ปล่อยไว้นานอาจต้องผ่าตัด
คลายอาการปวดด้วยการบริหาร
- ยืดกล้ามเนื้อก้มให้คางชิดอกค้างไว้นับ 10 วินาทีแล้วเงยหน้าขึ้นในทิศทางตรงข้าม ค้างไว้ 10 วินาทีจากนั้นก็ทำเช่นเดียวกันแต่ให้หันหน้าและเอียงศีรษะไปในทิศทางซ้ายและขวาค้างไว้ข้างละ 10 วินาทีเพื่อเป็นการยืดกล้ามเนื้อและข้อต่อให้มีการเคลื่อนไหว
การเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อเสริมความแข็งแรงและความทนทาน ให้กล้ามเนื้อคอด้วยการเอามือดันศีรษะไว้ในทิศทางใดทิศทางหนึ่งขณะเดียวกัน ก็พยายามเกร็งคอเพื่อต้านแรงดันจากมือที่ดันศีรษะไว้ให้ทำทุกทิศทาง ทั้งดันขมับด้านซ้ายและขวา หน้าผากและท้ายทอยการทำเช่นนี้จะช่วยให้คอได้ออกกำลังกาย ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการกินยาคลายกล้ามเนื้อ ควรมีโอกาสนอนพักอยู่ที่บ้าน และไม่ควรขืนศีรษะให้กลับเข้าตำแหน่งเดิม โดยผู้หวังดีที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งอาจทำให้อาการเป็นมากขึ้น และกระทบกระเทือนถูกรากประสาทได้
ทั้งนี้ในปัจจุบันมีวิธีการรักษาหลายทาง เช่นการกินยาทำกายภาพบำบัด จี้ด้วยเข็ม การฝังเข็มปัจจุบันวิวัฒนาการในการรักษาโรคนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยวิธีการผ่าตัดเท่านั้น และที่สำคัญที่สุดควรจะหมั่นออกกำลังกล้ามเนื้อคอทุก ๆ วันและพยายามลดความเครียดจากชีวิตประจำวัน โดยการออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงอยู่เสมอ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล และ สสส.
ภาพจาก Freepik
“กระดูกคอเสื่อม” ภัยแฝงจากการใช้เทคโนโลยี ปล่อยทิ้งไว้นานอาจพิการได้
“สิวที่หลัง” แต่ละชนิดรับมืออย่างไร ? เกิดจากอะไรได้บ้าง?