8 โรคฤดูหนาว ระบาดหนักรุนแรงได้เพียงไอ-จามรดกัน กลุ่มเสี่ยงควรระวัง!
หน้าหนาว ที่นานๆทีประเทศไทยจะได้สัมผัส ทำให้อากาศเปลี่ยนเฉียบพลันปรับตัวไม่ทันล้มป่วยรุนแรงถึงชีวิตได้!
ในช่วงปลายเดือนธันวาคมแบบนี้ประเทศไทยมีอากาศเย็นลงอย่างเห็นได้ชัดทั่วทุกภาค ซึ่งแม้มาช้าหน่อยแต่มานะ พอให้ได้ชื่นใจสะบัดเสื้อกันหนาวออกมารับลมกันบ้าง แต่ด้วยสภาพอากาศที่เย็นลงอย่างเฉียบพลันขณะนี้ ทำให้ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วหลายคนปรับตัวไม่ทันก็อาจจะเกิดโรคได้ง่ายกว่านอื่น โดยเฉพาะในกลุ่มของเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีอาการป่วย หรือสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว ซึ่งโรคที่มักมากับหน้าหนาวที่ถึงแม้ไม่หนาวตลอดฤดูกาลก็ต้องระวังและเตรียมตัวรับมือ
Magnific/ stockking
โรคหน้าหนาว
8 โรคฤดูหนาวที่ต้องระวัง
- โรคไข้หวัด
แม้ไข้หวัดเป็นโรคที่สามารถเป็นได้แทบจะทุกฤดูกาล แต่ในหน้าหนาวจะมีโอกาสเป็นได้ง่ายและบ่อยกว่าปกติถึง 2 เท่า และหากเราไม่ดูแลรักษาอาการให้ดีขึ้น ก็อาจจะทำให้โรคมีอาการรุนแรงได้ สำหรับไข้หวัดนั้น เกิดจากเชื้อไวรัส ที่ทำให้เกิดโรคในทางเดินหายใจ โดยเชื้อที่พบง่ายคือเชื้อ “ไรโนไวรัส” ที่มักจะเกิด อาการคัดจมูก, น้ำมูกไหล, ไอจาม, คันคอ เป็นอาการนำ ในขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้ หนาวสั่น ปวดศรีษะ และปวดเมื่อยตามตัว ตามมาได้
วิธีการรักษา
โรคนี้สามารถหายเองได้ โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มากเช็ดตัวทุกชั่วโมงเมื่อมีอาการตัวร้อน และรับประทานยารักษาตามอาการ แต่ถ้ามีไข้ขึ้นสูงติดต่อกันนานก็ให้รีบพาไปแพทย์
- โรคไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่อาการจะคล้าย ๆ กับไข้หวัดธรรมดา แต่จะมีอาการที่รุนแรงกว่า และอาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยกระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าช่วง ระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน - 16 ธันวาคม 2566 พบผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เพิ่มสูงกว่า 42%ขณะที่โควิด19พบเพียง5.4%เท่านั้น โดย ไข้หวัดใหญ่ เกิดจากการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน เชื้อต้นเหตุเป็น “อินฟลูเอ็นซาไวรัส” ทำให้มีอาการไข้ขึ้นสูง,หนาวสั่น, เจ็บคอ, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและศรีษะอย่างรุนแรง และอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย
วิธีการรักษา
การรักษาจะคล้าย ๆ กับโรคไข้หวัด เมื่อเริ่มเป็น ควรดื่มน้ำให้มาก เพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย, เช็ดตัวเมื่อมีไข้ขึ้น และรับประทานยารักษาตามอาการ แต่ถ้าไข้ขึ้นสูงเมื่อไหร่ให้รีบไปพบแพทย์โดยทันที
- โรคโควิด 19
ในประเทศไทย ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพบการระบาดโควิด 19 สูงขึ้นตั้งแต่เข้าช่วงฤดูหนาวจากการรายงานของกระทรวงสาธารณสุข (ระหว่าง วันที่ 17- 23 ธันวาคม 2566) พบว่า มีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด รวม 555 ราย เฉลี่ยวันละ 79 ราย และมีรายงานผู้เสียชีวิต 8 ราย อีกทั้งเชื้อไวรัสดังกล่าวยังสามารถติดต่อได้ดีในช่วงฤดูหนาวจึงต้องระมัดระวังและไม่ควรประมาทแม้จะมีอัตราการติดเชื้อต่ำกว่าไข้หวัดใหญ่แต่กลุ่มเสี่ยงยังต้องระวังอาการแทรกซ้อน!
วิธีรักษา
หากพบตนเองมีอาการป่วยสามารถตรวจหาเชื้อด้วย ATK เบื้องต้น หากพบผลบวกให้รีบไปพบแพทย์ทันที โดยปัจจุบันมีการรักษาตามอาการแต่ในผู้ที่มีอาการหนักควรรีบพบแพทย์เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ซึ่งองค์การอนามัยโลกยังคงแนะนำให้กลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวและเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี เข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นทั้งนี้ ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจอย่างเคร่งครัด สวมหน้ากากอนามัยเมื่อไปในสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่น หรือต้องใกล้ชิดกับกลุ่ม 608 รวมทั้งเด็กเล็กซึ่งยังไม่ได้ฉีดวัคซีนโควิด 19 และแนะนำล้างมือบ่อยๆ
- โรคภูมิแพ้
เกิดจากการตอบสนองของร่างกายที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้มากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการผิดปกติกับอวัยวะที่สัมผัสสารก่อภูมิแพ้นั้น ๆ ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้แต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกันและความรุนแรงไม่เท่ากัน เพราะชนิดของสารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับและการตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคลต่างกัน ผู้ป่วยมักมีอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล เป็นมากขึ้นกว่าปกติ โดยอาการจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
การดูแลรักษา
ใช้ยาเพื่อควบคุมอาการตามที่แพทย์แนะนำ รับประทานยาแก้แพ้และใครที่เป็นภูมิแพ้ ไม่ควรงดหรือลดการรับประทานยาในช่วงฤดูหนาว
- โรคปอดบวม
ปอดบวม คือภาวะปอดอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือ เชื้อไวรัสที่มีมากเกินไป จนทำให้มีการอักเสบจนถึงเป็นหนองได้ในถุงลม เชื้อโรคมักจะอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย สามารถแพร่กระจายออกมาเวลาไอ จาม หรือการสำลักน้ำลาย เศษอาหาร และน้ำย่อย อาการเด่น ๆ คือ ไอ, จาม, มีเสมหะมาก, แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออก, หอบเหนื่อย แล้วเริ่มมีไข้สูง โรคปอดบวมอาจจะพบหลังจากการเป็นไข้หวัดเรื้อรัง หรือในคนที่โรคปอดเรื้อรัง พบบ่อยในฤดูหนาว โดยเฉพาะกับกลุ่ม คนชรา และเด็กเล็กอายุระหว่าง 5 – 10 ขวบ หรือต่ำกว่านั้น
วิธีรักษา
โรคนี้ค่อนข้างรุนแรง จึงต้องระมัดระวังในการรักษา หากไม่สบายต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ควรดื่มน้ำบ่อย ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย และถ้าหากมีไข้ ตัวร้อนให้เช็ดตัวเรื่อย ๆ แล้วทานยาลดไข้เพื่อรักษาอาการ อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น และหายภายใน 1 สัปดาห์ แต่ถ้าหากไม่ดีขึ้น มีอาการซึมลง ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะนั่นคืออาการของโรคปอดบวมเริ่มแรก
- ไข้หัด
เกิดจากเชื้อไวรัส อาการของโรคจะคล้ายไข้หวัด คือ มีไข้ก่อนแล้วจึงมีน้ำมูก มักไอแห้งตลอดเวลา ตาและจมูกจะแดง ในเด็กจะมีไข้สูงประมาณ 3 – 4 วัน แล้วจึงขึ้นผื่นแดง ๆ ที่หลังหู ลามไปยังหน้า และร่างกาย ผื่นจะค่อย ๆ โตขึ้น และมีสีเข้มขึ้น ในผู้ป่วยบางรายจะพบว่ามีตุ่มใส ๆ ขึ้นในปาก ตรงกระพุ้งแก้มและฟันกรามบน ซึ่งจะเป็นตุ่มที่เกิดเฉพาะในโรค “หัด” เท่านั้น และจะขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชม. พอผื่นออกได้ประมาณ 2 – 3 วัน อาการก็จะดีขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ต้องระวัง คือ โรคแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม, อุจจาระร่วง, สมองอักเสบ, หรือหูชั้นกลางอักเสบ
โรคหัดมักติดต่อกันทางลมหายใจ ไอ จาม รดกัน ช่วงเวลาเสี่ยงโรคนี้คือ “ฤดูหนาว” โดยเฉพาะในเดือนมกราคม จะมียอดของผู้ที่ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี ในกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้คือ เด็กเล็ก และเด็กในวัยเรียน ช่วงอายุ 5 – 9 ขวบ
วิธีการรักษา
ทานยาลดไข้ รักษาตามอาการ พาไปพบแพทย์และไปตามนัดเสมอ เพื่อติดตามรักษาอาการได้อย่างต่อเนื่อ และฉีดวัคซีนรวม หัด หัดเยอรมัน และคางทูม ซึ่งเด็กทุกคนต้องได้รับวัคซีนนี้อยู่แล้วเมื่ออายุ 9 -12 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 6 ขวบ
- โรคอุจจาระร่วง
ส่วนใหญ่พบในเด็กมักมีสาเหตุมาจาก “เชื้อโรต้าไวรัส” และมักพบในเด็ก อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ที่พบบ่อยที่สุดคือเด็กอายุ 6- 12 เดือน เพราะเด็กในวัยนี้ กำลังเป็นวัยเรียนรู้ และชอบที่จะหยิบของทุกสิ่งเข้าปาก โดยที่เชื้อตัวนี้ จะแฝงอยู่ในสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก มักจะพบได้มากในช่วง เดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ อาการของโรค คือเด็กจะ ถ่ายเหลวเป็นน้ำ ร่วมกับมีอาการไข้และอาเจียนร่วมด้วย มักมีก้นแดง โดยปกติแล้ว อาการถ่ายเหลวจะหายภายใน 3 – 7 วัน แต่ก็ยังต้องดูแลใกล้ชิด และสังเกตลักษณะของอุจจาระด้วยว่ามีเลือด หรือมูกเลือดปนออกมาด้วยหรือไม่ ถ้ามีปนออกมาแล้วมีอาการหวัดร่วมด้วยให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาต่อไป
วิธีการรักษา
หากเด็กถ่ายมากจนเสียน้ำ ให้จิบสารละลายเกลือแร่ น้อย ๆ แต่บ่อย ๆ ไปทั้งวันเพื่อรักษาอาการขาดน้ำ สังเกตง่าย ๆ คือเด็กจะเริ่มปากแห้ง กระหายน้ำ ปัสสาวะน้อย ให้จิบโดยทันที แต่ถ้าเด็กไม่สามารถทานเกลือแร่ได้ ต้องใช้เป็นการให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดแทน และอย่างดอาหาร เพราะจะยิ่งทำให้ร่างกาย ขาดสารอาหารซ้ำเข้าไปอีก เพียงแต่เปลี่ยนอาหาร เน้นอาหารจำพวกแป้งและโปรตีน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเส้นใยสูง ส่วนเด็กที่ยังดื่มนมอยู่ ก็ให้ดื่มนมได้ตามปกติ
สาเหตุ-สารก่อโรคภูมิแพ้ กระทบ 4 ระบบร่างกายที่ต้องรีบรักษาก่อนรุนแรง
- ไข้สุกใส
เกิดจากเชื้อ “วาริเซลลาไวรัส” ติดต่อได้โดยการสัมผัสตุ่มน้ำใสโดยตรง หรือการสัมผัสของใช้ เช่น แก้วน้ำ, ผ้าเช็ดหน้า เช็ดตัว, ผ้าห่ม, ที่นอน หรือสูดหายใจเอาละอองที่มีเชื้อเข้าไป พบได้บ่อยตั้งแต่อายุ 5 – 15 ปี ในผู้ใหญ่จะพบได้น้อยกว่า มักจะเกิดกับผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน โรคสุกใสจะมาในช่วงปลายฤดูหนาว เดือนมกราคม – มีนาคม แต่ก็พบได้ประปรายตลอดทั้งปี อาการจะมีไข้ต่ำ ๆ , เบื่ออาหาร, ปวดเมื่อยตามร่างกาย อาการจะคล้าย ๆ ไข้หวัดใหญ่นำมาก่อน แต่จะมีผื่นหรือตุ่มขึ้นตามมาทันที เริ่มแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงก่อน แล้วก็จะกลายเป็นตุ่มน้ำใส ๆ และมีอาการคัน ต่อมาก็จะกลายเป็นหนอง ตุ่มจะขึ้นตามไรผม แล้วลุกลามไปยัง หน้า แขน ขา ลำตัว และแผ่นหลัง จะทยอยขึ้นจนหมดทั้งตัว ภายใน 4 วัน จากนั้นจะแห้งและตกสะเก็ดไปเองใน 5 – 10 วัน ส่วนอาการไข้ก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น
วิธีรักษาอาการ
ให้รักษาตามอาการ เมื่อมีไข้ก็ให้รับประทานยาลดไข้ งดการใช้ของร่วมกับผู้อื่น ให้หยุดพักจนกว่าจะหายดี และห้ามไปแคะ แกะ เกา บริเวณตุ่ม เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบ เป็นแผลเป็นได้ โดยส่วนมากโรคนี้ ไม่ต้องไปพบแพทย์ เพราะจะมีอาการป่วยไม่นาน ไม่มีโรคแทรกซ้อนและจะหายไปเอง
ดูแลตัวเองช่วงฤดูเปลี่ยน
ในปัจจุบันหลายโรคมีวัคซีนขั้นพื้นฐานในการป้องกันอยู่แล้ว ซึ่งควรรับบริการวัคซีนตามวงรอบ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัด ไข้หัดต่างไ จึงแนะนำให้พาบุตรหลานไปฉีดวัคซีนให้ครบตามที่กำหนด ขณะที่ในกลุ่มเสี่ยง เด็ก ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควหลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น หากอยู่ในพื้นที่แออักควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันไวรัสต่างๆ ซึ่งโรคที่มากับฤดูหนาวมักติดต่อกันได้ง่าย เพียงแค่การไอ, จาม หรือแค่สัมผัสกัน ทางกรมควบคุมโรคจึงได้มีการออกประกาศเตือนโรคเหล่านี้ในฤดูหนาวของทุกปี นอกจากนี้ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำควรดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ทำร่างกายให้อบอุ่น ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้ครบทั้ง 5 หมู่ รักษาความสะอาด ล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสสิ่งสกปรก ไม่ดื่มแอลกฮอลล์ ของมึนเมาทุกชนิด เพื่อให้ร่างกายสดใสแข็งแรง ต้านทานโรคร้าย และโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ภูมิแพ้” ทำไมรุนแรงมากขึ้นช่วงหน้าหนาว? เสี่ยงโรคหอบหืด-ไซนัสอักเสบ