อาการควรรีบตรวจภายใน วัยทองยังต้องตรวจอยู่หรือไม่?
โรคทางนรีเวชบางโรคอาจไม่มีอาการแสดง ทำให้เมื่อเกิดความผิดปกติจะทำให้เราไม่สามารถทราบได้ ดังนั้นการตรวจเช็คสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะการตรวจภายในในเพศหญิง จะสามารถรู้ถึงระบบภายในร่างกายได้ป้องกันก่อนที่มันจะลุกลามได้! เผยขั้นตอนและใครบ้างควรตรวจ!
การตรวจภายใน (Pelvic Exam) เป็นการตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะเพศภายในของผู้หญิง ซึ่งการตรวจภายในจะตรวจทั้งช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก รังไข่ กระเพาะปัสสาวะ และลำไส้ใหญ่ด้านล่าง เพื่อตรวจหาความผิดปกติหรือรอยโรคที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
อาการแบบไหนที่ควรตรวจภายใน?
-
มีอาการปวดอุ้งเชิงกรานหรือปวดขณะมีเพศสัมพันธ์
-
มีเลือดออกทางช่องคลอดหรือหรือตกขาวผิดปกติ
-
มีประจำเดือนผิดปกติ
-
มีความกังวลหรือเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
-
มีอาการผิดปกติอื่นๆ บริเวณท้องน้อยหรืออวัยวะเพศ
-
สงสัยว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์
นอกจากนี้ ในผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง หรือผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 30 ปี ควรได้รับการตรวจภายในเป็นประจำทุกปี ร่วมกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เพื่อเช็คความผิดปกติและตรวจคัดกรองโรคที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายโดยไม่รู้ตัว
ปกติแล้วแพทย์จะแนะนำให้เริ่มตรวจภายในตั้งแต่อายุ 25 ปี แต่ในกรณีที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย สามารถเข้ารับการตรวจได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงอายุ 25 ปี โดยแนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นเหมือนการตรวจคัดกรองโรค แม้ผลการตรวจจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แต่การเข้ารับการตรวจภายในเป็นประจำก็ยังได้ตรวจเช็ครังไข่ มดลูก และเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งเป็นเหมือนการสร้างเกราะป้องกันให้กับร่างกาย หากพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถรับมือกับมันได้ทันท่วงที
เตรียมตัวให้พร้อมก่อนตรวจภายใน
ผู้เข้ารับบริการควรนัดหมายวันเข้ารับการตรวจในวันที่ประจำเดือนหมดสนิท หรือก่อนมีประจำเดือนรอบถัดไปประมาณ 1 สัปดาห์ และงดการมีเพศสัมพันธ์ การเหน็บยาในช่องคลอด หรือการสวนล้างช่องคลอด ก่อนวันเข้ารับการตรวจประมาณ 2 วัน เนื่องจากประจำเดือนอาจทำให้ผลการตรวจคลาดเลื่อนได้ ทั้งยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย โดยในวันที่มาเข้ารับบริการหากผู้เข้ารับบริการมีข้อกังวลใจหรือความกลัวต่อการตรวจภายใน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน
ขั้นตอนการตรวจภายใน
-
ในวันเข้ารับการตรวจแพทย์จะให้ผู้เข้ารับบริการเปลี่ยนเครื่องแต่งกายก่อน เมื่อถึงการเข้ารับการตรวจแพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนหงายพร้อมวางขาบนขาหยั่ง ในขณะตรวจควรทำใจให้สบาย ไม่เกร็งตัว เพื่อให้แพทย์สามารถตรวจได้สะดวกและใช้เวลาไม่นาน โดยขั้นตอนการตรวจต่อไปจะแบ่งออกเป็นดังนี้
-
แพทย์จะตรวจบริเวณอวัยวะเพศภายนอกว่ามีรอยแดง มีอาการบวม หรือความผิดปกติอื่นๆ หรือไม่
-
แพทย์จะสอดเครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายปากเป็ด (speculum) เข้าไปในช่องคลอด เมื่อได้ตำแหน่งแล้วแพทย์จะกางอุปกรณ์ออกเพื่อดูผนังช่องคลอด ปากมดลูก และบริเวณภายในมดลูก
-
แพทย์จะใช้เครื่องมือเข้าไปเก็บตัวอย่างเซลล์ปากมดลูก และนำส่งไปยังห้อง Lab เพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยอาจใช้เวลา 7 วันในการทราบผลการตรวจ
-
แพทย์จะสอดนิ้วมือที่สวมถุงมือเข้าไปภายในช่องคลอด จากนั้นใช้มืออีกข้างกดเบาๆ บริเวณท้องน้อย เพื่อตรวจดูขนาดและรูปร่างของมดลูก และรังไข่ ว่ามีความผิดปกติหรือไม่อย่างไร
-
ในระหว่างการตรวจภายใน ผู้เข้ารับการตรวจอาจมีความรู้สึกไม่สบายตัวหรือรู้สึกเกร็งได้ แต่การตรวจภายในจะไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดใดๆ หากรู้สึกเจ็บในระหว่างการตรวจ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที
วิจัยพบนอนตะแคงซ้าย ช่วยลดกรดไหลย้อนตอนกลางคืนได้จริง
หญิงหมดประจำเดือนจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจภายในหรือไม่?
แม้จะเข้าสู่วัยที่หมดประจำเดือนแล้ว แต่การตรวจภายในในผู้หญิงที่หมดประจำเดือนไปแล้ว ก็เป็นสิ่งสำคัญและควรตรวจเป็นประจำ เนื่องจากอายุที่มากขึ้นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคมะเร็งก็มีมากขึ้นตามไปด้วย หากพบความผิดปกติก็จะสามารถได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีต่อไป
ทั้งนี้เพราะอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิงค่อนข้างมีความซับซ้อนไม่น้อย และหากเกิดความผิดปกติขึ้นภายในเราจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้นการตรวจภายในจึงเป็นเหมือนตัวช่วยเพื่อให้เรารับรู้ถึงสภาวะหรือความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นโดยที่เรามองไม่เห็น และยังสามารถช่วยตรวจหาสัญญาณหรือรอยโรคที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางนรีเวชต่างๆ ได้ในอนาคต เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ถุงน้ำรังไข่ เนื้องอกมดลูก รวมถึงมะเร็งปากมดลูก ที่เป็นมะเร็งที่พบได้มากเป็นอันดับ 2 ในเพศหญิง รองมาจากมะเร็งเต้านมเท่านั้น!
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ
ผู้สูงอายุ ไม่จำเป็นต้องอัลไซเมอร์ เผยวิธีป้องกัน ชะลอความเสื่อม!
ปลูกถ่ายไขกระดูก เทคนิครักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ประสิทธิภาพสูงที่สุด!